“แหล่งอารยธรรมทวารวดีเก่าแก่ ค้นพบตะเกียงโรมันสำริดและพระพุทธรูปโบราณ สะท้อนประวัติศาสตร์การค้าทางทะเลและการเผยแผ่ศาสนาจากอินเดียสู่ลุ่มแม่น้ำแม่กลองเมื่อกว่าพันปีก่อนอย่างชัดเจนและน่าอัศจรรย์ยิ่ง”
โบราณสถานพงตึก (Pong Tuek Archaeological Site) ถือเป็นหนึ่งในแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยอธิบายความรุ่งเรืองของอารยธรรมทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา ใกล้กับวัดดงสัก โดยนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเคยเป็นชุมชนเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่มีความเจริญรุ่งเรืองด้านการค้า ศาสนา และวัฒนธรรมมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 11–12 หรือประมาณกว่า 1,000 ปีมาแล้ว หลักฐานที่ค้นพบจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าพงตึกไม่ได้เป็นเพียงชุมชนท้องถิ่นธรรมดา แต่เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างดินแดนภายในของสุวรรณภูมิกับเส้นทางการค้าทางทะเลในอดีต
โบราณสถานแห่งนี้เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างจริงจังเมื่อปี พ.ศ. 2470 หลังจากมีการค้นพบโบราณวัตถุจำนวนมากภายในบริเวณวัดดงสักและพื้นที่โดยรอบ ต่อมากรมศิลปากรได้เข้ามาดำเนินการสำรวจและขุดค้นอย่างเป็นทางการ จนพบหลักฐานทางโบราณคดีที่มีคุณค่าจำนวนมาก ทั้งฐานอาคารก่ออิฐและศิลาแลง พระพิมพ์ดินเผา พระพุทธรูป เศียรพระพุทธรูป ภาชนะดินเผา เครื่องประดับ และเทวรูปศิลปะอินเดีย สิ่งที่สร้างความสนใจให้กับวงการโบราณคดีมากที่สุดคือการค้นพบ “ตะเกียงสำริดแบบกรีก-โรมัน” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างดินแดนสุวรรณภูมิกับโลกตะวันตกในยุคโบราณได้อย่างชัดเจน
ตะเกียงสำริดดังกล่าวมีลักษณะทางศิลปกรรมแบบกรีก-โรมันอย่างชัดเจน โดยทำจากสำริดหล่อ มีช่องสำหรับเติมน้ำมันและส่วนจับตกแต่งลวดลายปลาโลมาและใบปาล์ม นักวิชาการบางส่วนสันนิษฐานว่าอาจผลิตขึ้นในแถบอเล็กซานเดรียของอียิปต์ในช่วงอาณาจักรเฮลเลนิสติกก่อนจะถูกนำเข้ามายังดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเส้นทางการค้าทางทะเล การค้นพบวัตถุชนิดนี้ที่พงตึกจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่าชุมชนโบราณแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของประวัติศาสตร์ไทย
ลักษณะของโบราณสถานในพื้นที่พงตึกส่วนใหญ่เป็นฐานอาคารรูปสี่เหลี่ยมที่ก่อสร้างด้วยอิฐและศิลาแลง กระจายตัวอยู่ในบริเวณกว้าง นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าอาจเคยเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา เช่น วิหาร สถูป หรืออาคารประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รูปแบบศิลปกรรมที่พบสะท้อนอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะและศิลปะทวารวดีอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของชุมชนโบราณในภาคกลางของไทยช่วงพุทธศตวรรษที่ 11–12 นอกจากนี้ยังพบหลักฐานที่บ่งบอกว่าชาวเมืองพงตึกนับถือทั้งพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ควบคู่กัน สะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเชื่อของผู้คนในยุคนั้น
ความสำคัญของโบราณสถานพงตึกไม่ได้อยู่เพียงแค่โบราณวัตถุที่ค้นพบเท่านั้น แต่ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยทวารวดีในประเทศไทยอีกด้วย การขุดค้นที่พงตึกช่วยให้นักวิชาการเข้าใจพัฒนาการของชุมชนโบราณในลุ่มแม่น้ำแม่กลอง รวมถึงบทบาทของดินแดนภาคตะวันตกของไทยในฐานะศูนย์กลางการค้าระหว่างอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันแม้โบราณสถานบางส่วนจะเหลือเพียงฐานอาคารและซากกำแพง แต่พื้นที่แห่งนี้ยังคงมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีอย่างยิ่ง และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติที่สะท้อนรากฐานอารยธรรมยุคต้นของประเทศไทยได้อย่างชัดเจน
วิธีการเดินทาง
- จากตัวเมืองกาญจนบุรี ใช้ทางหลวงหมายเลข 323 (แสงชูโต) มุ่งหน้าอำเภอท่ามะกา เมื่อถึงแยกท่ามะกาให้เลี้ยวขวาข้ามสะพานแม่น้ำแม่กลอง แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 3084 ขับตามป้ายบอกทางไปยังวัดดงสัก
คำแนะนำ
- ควรมาเที่ยวช่วงเช้าหรือเย็นเพื่อลดความร้อนจากพื้นที่โล่ง
- สวมรองเท้าที่เดินสบายเพราะต้องเดินชมซากโบราณสถาน
- พกร่มหรือหมวกเนื่องจากมีร่มเงาค่อนข้างน้อย
- ควรศึกษาประวัติทวารวดีคร่าวๆก่อนเข้าชมเพื่อความเข้าใจมากขึ้น
ค่าเข้าชม:
- ไม่มีค่าเข้าชม
เวลาเปิดปิดทำการ:
- 08:00 – 17:00 น.
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 5 รายการ)รีวิวเมื่อ 21 ส.ค. 53
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2470 ขณะที่ชาวนาคนหนึ่งกำลังไถนาอยู่ ได้พบหลุมเล็ก ๆ มีพระพุทธรูปโบราณทำด้วยทอง เงิน ทองเหลือง บรรจุอยู่ และยัง
ได้พบโครงกระดูกมนุษย์อีกหนึ่งโครง ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามนุษย์ธรรมดาเกือบสองเท่า มีหัวกระโหลกว้างเกือบ 1 ฟุต เมื่อประชาชนรู้ข่าว พากันไปขุดค้น เพื่อหวัง
ทรัพย์ในดินเหล่านี้ แล้วทำลายโครงกระดูกนั้นเพื่อแบ่งแจกกันคนละเล็กละน้อย จนกระทั่งข่าวนี้ทราบไปถึงราชบัณฑิตยสภา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่เดินทางมาสำรวจทันที จากการมาสำรวจครั้งนี้ ได้ข้อมูลใหม่ว่า นั่นไม่ใช่การค้นพบครั้งแรก เพราะการค้นพบครั้งแรกเกิดขึ้น ประมาณ 30 ปี ก่อนหน้านี้แล้วโดยชาวจีนคนหนึ่งขุดพบพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สององค์ เมื่อเขากลับประเทศจีนก็ได้นำไปด้วย ทั้งยังได้เล่าว่าพระพุทธรูปนั้นนำโชคลาภ
นำความสุขมาสู่ครอบครัวของเขาด้วย เขาจึงสร้างศาลเจ้าไว้ในบริเวณที่พบพระพุทธรูปนั้น
รีวิวเมื่อ 21 ส.ค. 53
1. พระพิมพ์ พระพุทธรูปประทับภายใต้สถูปพุทธคยา เป็นพระพิมพ์ขุดพบที่ฝั่งแม่น้ำบริเวณพงตึก เป็นพระพิมพ์ที่อาจนำมาจากอินเดีย หรืออาจ เป็นพระพิมพ์ที่ใช้แม่พิมพ์จากประเทศอินเดียคือพุทธคยา ซึ่งเป็น
วิหารทางพุทธศาสนาที่สำคัญสร้างขึ้นตรงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ลักษณะที่ชัดเจนคือ แสดงรูปพระพุทธเจ้า
ประทับอยู่ใตัหอสูงคือวิหารที่พุทธคยา ซึ่งพระพิมพ์แบบนี้ ได้ค้นพบอีกที่ KIYAL ใกล้กับพุทธคยา ที่เมืองหงสาวดี
ประเทศพม่า และที่ MIRPUR ลุ่มแม่น้ำสินธุ ประเทศอินเดีย
2. ตะเกียงสัมฤทธิ์แบบกรีก-โรมัน หล่อด้วยสัมฤทธิ์ มีลักษณะเป็นตะเกียงแบบกรีก-โรมัน มีจะงอยสำหรับ
จุดไส้ ช่องกลมด้านบน สำหรับเทน้ำมันใส่ ด้ามถือเป็นรูปใบปาล์มที่อยู่ระหว่างปลาโลมาสองตัว ซึ่งลายใบปาล์ม
และปลาโลมานี้ เป็นลวดลายของเครื่องประดับตกแต่งกรีก-โรมัน โดยปลาโลมาเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่ตั้งอยู่ริม
ทะเล สันนิษฐานถึงการนำวัตถุชิ้นนี้เข้ามาคือ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ อออ
3.เครื่องปูนปั้น พบบริเวณซากอาคารที่บ้านนายมา สันนิษฐานว่าคงเป็นปูนปั้นที่ใช้ประดับอาคารและ
แท่งหินใหญ่ ที่พบก็มีปูนปั้นที่ค่อนข้างหนาปกคลุมอยู่ ช่างได้ปั้นปูนเป็นลวดลายอย่างเต็มฝีมือ เครื่องปูนปั้นที่
พงตึกมีความคล้ายคลึงกับเครื่องปูนปั้นที่นครปฐม ซึ่งเป็นเครื่องปูนปั้นในสมัยคุปตะ หรือสกุลช่างทวารวดี
ราวพุทธศตวรรษที่ 11
4. ดอกไม้ทอง พบบนถนนอิฐระหว่างสวนกล้วยและศาลเจ้าอยู่ห่างจากฐานเหลี่ยมจัตุรัสประมาณ
5 เมตร ดอกไม้ทองในลักษณะนี้เคยพบในประเทศญวณ (เวียดนาม)มาก่อน
5. หม้อน้ำดินเผา ภาชนะรูปหกเหลี่ยม และพระพุทธรูปประทับนั่งเล็ก ๆ โบราณวัตถุเหล่านี้ขุดพบ
ที่บ้านปลักสะแก ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของบ้านพงตึกแต่ที่นั่นไม่พบร่องรอยของอาคารเลย เว้นแต่แผ่นอิฐรูปสามเหลี่ยม
และตลับทองใบเล็ก ๆ พระพุทธรูปประทับนั่ง เศษถ้วยชามดินเผาจำนวนมาก พร้อมกับหม้อน้ำใบหนึ่งที่ยังอยู่ใน
สภาพดีและภาชนะรูปหกเหลี่ยมอีกใบหนึ่ง เท่านั้น
6. พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ศิลปะแบบอมราวดี เป็นพระพุทธรูปองค์เล็กที่งดงามมาก ขุดพบในสวนกล้วย
ที่บ้านพงตึก มีลักษณะสำคัญทางสกุลช่างทวารวดี เช่น มีการจัดระเบียบอย่างอ่อนช้อยของจีวร ซึ่งมีริ้วเหมือน
คลื่น มีพระนาสิกแหลม พระพุทธรูปองค์นี้คล้ายกับปติมากรรมแบบกรีกรุ่นหลังมาก กล่าวว่าพระพุทธรูปองค์นี้
หล่อขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ 10 - 11 ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะแบบหลังคุปตะ
7. พระนารายณ์สี่กรศิลา เป็นรูปพระนารายณ์สี่กรทรงสังข์ จักรธรณีหรือดอกบัว และคทาตาม
แบบอินเดียแต่เดิม ที่พระเกศาทำเป็นรูปดอกบัวแทนที่จะทรงหมวกทรงกระบอกอย่างรูปพระนารายณ์รุ่นเก่า
องค์อื่น ๆ คะเนอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 13 - 14 ขุดพบห่างจากศาลเจ้าไปทางทิศตะวันออกประมาณ
200 เมตร แต่เดิมรูปนี้สลักให้ดูได้รอบด้าน คงเป็นด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้พระหัตถ์ขวาเบื้องล่างที่ทรงธรณี
จึงมีเครื่องค้ำอยู่ เช่นเดียวกับใต้พระหัตถ์ซ้ายเบื้องล่างที่เป็นคทา แต่หักเป็นชิ้น ๆ โดยไม่สามารถซ่อมแซมได้
เพราะศิลาที่ใช้สลักแข็งมาก จึงได้ก่อซีเมนต์เป็นแผ่นหลังติดต่อชิ้นส่วนเหล่านี้ขึ้น นอกจากแผ่นเบื้องหลังแล้ว
ที่รองพระบาทและฐานเบื้องล่างก็หล่อขึ้นมาใหม่
รีวิวเมื่อ 21 ส.ค. 53
ยังไม่ทราบว่าเป็นแผ่นหินอะไร มักพบว่าอยู่รวมกับโบราณสถาน ซึ่งอยู่ในสมัยเดียวกับพระปฐมเจดีย์องค์เดิม
จนกระทั่งปัจจุบันนี้ได้ทราบว่าเป็น "ระฆังหิน"
รีวิวเมื่อ 21 ส.ค. 53
รีวิวเมื่อ 21 ส.ค. 53