“ภูทับเบิกโดดเด่นด้วยทะเลหมอกเหนือไร่กะหล่ำปลีขนาดใหญ่ อากาศหนาวเย็นตลอดปี และวิวถนนคดเคี้ยวกลางขุนเขาที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของไทย”
ภูทับเบิก (Phu Thap Boek) เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติและสายแคมป์ปิ้ง ด้วยความสูงประมาณ 1,768 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้ที่นี่มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อุณหภูมิอาจลดลงจนเหลือเลขหลักเดียว และบางปีอาจเกิด แม่คะนิ้ง ให้ชมอีกด้วย
พื้นที่แห่งนี้เป็นถิ่นอาศัยของ ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่าสนใจ ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกกะหล่ำปลี ซึ่งกลายเป็นภาพจำสำคัญของภูทับเบิก เมื่อมองจากมุมสูงจะเห็น ไร่กะหล่ำปลีสีเขียวทอดยาวปกคลุมภูเขา อย่างสวยงาม ถือเป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยากในประเทศไทย
ในอดีต พื้นที่ภูทับเบิกเคยเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการพัฒนาพื้นที่สูง ที่มุ่งส่งเสริมให้ชาวบ้านเปลี่ยนจากการปลูกพืชผิดกฎหมายมาสู่การปลูกพืชเมืองหนาวและพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับสภาพอากาศบนภูเขา ปัจจุบันภูทับเบิกจึงกลายเป็น แหล่งปลูกพืชเมืองหนาวที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะกะหล่ำปลีที่ปลูกเรียงตัวลดหลั่นตามแนวเขาอย่างสวยงาม
อีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญคือ ทะเลหมอกภูทับเบิก ที่สามารถพบเห็นได้เกือบตลอดปี แต่จะสวยที่สุดในช่วงปลายฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว หลังฝนตกใหม่ ๆ หมอกจะลอยปกคลุมทั่วหุบเขาและไหลผ่านถนนสายคดเคี้ยวราวกับภาพในเทพนิยาย นักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อชม พระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลหมอก พร้อมสัมผัสอากาศหนาวเย็นบนยอดภู
บริเวณจุดชมวิวต่าง ๆ เช่น หอวัดอุณหภูมิภูทับเบิก และจุดชมวิวริมถนน จะสามารถมองเห็นวิวภูเขาสลับซับซ้อนและ ถนนพับผ้าคดเคี้ยวขึ้นภู ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนที่สามารถชม “ดาวบนดิน” หรือแสงไฟจากตัวเมืองด้านล่างได้อย่างสวยงาม นอกจากนี้ในคืนที่ท้องฟ้าเปิด นักท่องเที่ยวยังสามารถชมดาวบนท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน เนื่องจากบริเวณยอดภูมีมลภาวะแสงน้อย เหมาะสำหรับการถ่ายภาพ ทางช้างเผือกและท้องฟ้ายามค่ำคืน
ภูทับเบิกมีสภาพภูมิประเทศเป็นแนวภูเขาสูงสลับซับซ้อน อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ในระดับเย็นสบาย โดยช่วงฤดูฝนจะมีหมอกปกคลุมแทบทุกวัน ส่วนฤดูหนาวจะมีอากาศหนาวจัดและลมแรง ทำให้หลายคนเลือกเดินทางมาพักผ่อนเพื่อสัมผัสบรรยากาศหนาวแบบภูเขาสูงโดยไม่ต้องเดินทางไกลถึงภาคเหนือตอนบน
นอกจากการชมวิวและทะเลหมอกแล้ว นักท่องเที่ยวยังนิยมมาสัมผัสประสบการณ์ กางเต็นท์บนยอดเขา พักรีสอร์ตวิวทะเลหมอก ชิมอาหารพื้นถิ่นของชาวม้ง รวมถึงซื้อผักผลไม้เมืองหนาวสด ๆ จากชาวบ้าน โดยเฉพาะ กะหล่ำปลี สตรอว์เบอร์รี ลูกพลับ และพืชผลตามฤดูกาล บางช่วงยังมีตลาดชุมชนเล็ก ๆ จำหน่ายสินค้าพื้นเมือง เสื้อกันหนาว และอาหารท้องถิ่นให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อ
สำหรับสายถ่ายภาพ ภูทับเบิกถือเป็นหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมของประเทศไทย เพราะสามารถเก็บภาพได้หลากหลายบรรยากาศ ทั้งวิวทะเลหมอก ถนนโค้งกลางหุบเขา วิวไร่กะหล่ำปลี พระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า และภาพ วิถีชีวิตชาวม้งที่ยังคงเรียบง่ายและผูกพันกับธรรมชาติ
ภูทับเบิกยังอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ เช่น อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า, เขาค้อ, วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว, ลานหินปุ่ม และลานหินแตก ทำให้สามารถวางแผนท่องเที่ยวต่อเนื่องได้สะดวก เหมาะทั้งสำหรับสายธรรมชาติ คนรักการถ่ายภาพ นักเดินทางสายแคมป์ และผู้ที่ต้องการพักผ่อนท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์บนภูเขาสูง
วิธีการเดินทาง
- จากตัวเมืองเพชรบูรณ์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 21 มุ่งหน้าไปทาง อ.หล่มสัก จากนั้นเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2372 และเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2331 (เส้นทางไปอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า) ถนนช่วงขึ้นภูทับเบิกเป็นทางลาดยางคดเคี้ยว มีความชันสูงและโค้งต่อเนื่อง ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะช่วงฝนตกหรือมีหมอกหนา
คำแนะนำ
- ช่วงเวลาที่สวยที่สุดคือปลายฝนต้นหนาว (ก.ย. – พ.ย.) เพราะมีโอกาสเห็นทะเลหมอกหนาแน่น
- ควรตรวจสอบ สภาพเบรก ยาง และระบบเครื่องยนต์ ก่อนขึ้น-ลงภู เนื่องจากเส้นทางมีความชันสูง
- หากต้องการสัมผัสอากาศหนาวจัด แนะนำให้เดินทางช่วง ธ.ค. – ม.ค.
- ควรเตรียม เสื้อกันหนาว เสื้อกันฝน และรองเท้ากันลื่น โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน
- แนะนำให้ตื่นช่วงประมาณ 05.00 – 06.00 น. เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกในช่วงที่สวยที่สุด
ค่าเข้าชม:
- ฟรี (ไม่มีค่าเข้าพื้นที่หมู่บ้าน แต่อาจมีค่าธรรมเนียมหากเข้าเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าที่อยู่ต่อเนื่องกัน)
เวลาเปิด–ปิด:
- เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
(ร้านค้า ร้านอาหาร และจุดชมวิวส่วนใหญ่คึกคักช่วงเวลา 05.00 – 20.00 น.)
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 4 รายการ)รีวิวเมื่อ 7 ธ.ค. 56
รีวิวเมื่อ 6 ธ.ค. 56
รีวิวเมื่อ 6 ธ.ค. 56
ส่วนไกลๆลิบๆนั่น พญาเสือโคร่ง หรือ ซากุระเมืองไทยนั่นเอง
รีวิวเมื่อ 6 ธ.ค. 56