“ช่องเขาประวัติศาสตร์ที่ขุดเจาะด้วยมือมนุษย์อย่างยากลำบาก ท่ามกลางแสงไฟคบเพลิงที่ดูราวกับไฟนรก พร้อมพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวสุดสะเทือนใจและเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติเลียบทางรถไฟสายมรณะ”
เขาช่องขาด (Khao Chong Khad) เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดบนเส้นทางรถไฟสายไทย–พม่า หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ทางรถไฟสายมรณะ” ซึ่งกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ. 2485–2486 เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ลำเลียงทหาร อาวุธ และเสบียงจากประเทศไทยเข้าสู่ประเทศพม่า โดยหลีกเลี่ยงเส้นทางเดินเรือที่ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีอย่างหนัก เส้นทางรถไฟสายนี้มีความยาวประมาณ 415 กิโลเมตร ผ่านภูเขา ป่าดิบ และพื้นที่ทุรกันดารตลอดแนวชายแดนไทย–พม่า การก่อสร้างเกิดขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายอย่างยิ่ง และต้องอาศัยแรงงานจากเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร รวมถึงแรงงานชาวเอเชียหรือ “โรมูฉะ” จำนวนมหาศาล ซึ่งหลายหมื่นคนเสียชีวิตจากโรคภัย ความอดอยาก การทำงานหนัก และการทารุณกรรม
บริเวณเขาช่องขาดมีชื่อเดิมว่า “คอนยูคัตติ้ง” ถือเป็นจุดตัดหินที่ใหญ่และยากที่สุดแห่งหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายนี้ ลักษณะเป็นช่องเขาลึกที่ต้องเจาะผ่านภูเขาหินแข็งด้วยแรงงานคนเกือบทั้งหมด โดยไม่มีเครื่องจักรสมัยใหม่ช่วยเหลือ เชลยศึกต้องใช้เพียงค้อนหนัก สกัด สว่านมือ พลั่ว และระเบิดจำนวนจำกัดในการเจาะหินออกทีละชั้น การทำงานเต็มไปด้วยอันตรายจากหินถล่ม อุบัติเหตุ และความอ่อนล้าจากการขาดอาหารอย่างรุนแรง ในช่วงเร่งงานที่เรียกว่า “สปีโด” เชลยศึกจำนวนมากถูกบังคับให้ทำงานต่อเนื่องวันละ 12–18 ชั่วโมงโดยไม่มีวันพัก เพื่อเร่งให้ทางรถไฟสร้างเสร็จตามกำหนดของกองทัพญี่ปุ่น
ชื่อ “เฮลไฟร์พาส” เกิดขึ้นจากภาพที่เชลยศึกต้องทำงานกลางคืนภายใต้แสงคบเพลิงและกองไฟจากไม้ไผ่ที่ส่องสะท้อนกับผาหิน เสียงค้อนกระแทกหิน เสียงระเบิด และเงาของผู้คนที่ผอมแห้งจากความอดอยาก ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูคล้าย “ขุมนรก” จนเชลยศึกชาวออสเตรเลียและอังกฤษตั้งชื่อเรียกเช่นนั้น ภาพบรรยากาศดังกล่าวกลายเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายในการสร้างทางรถไฟสายมรณะ และเป็นหนึ่งในเรื่องราวสำคัญของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่ามีเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรมากกว่า 60,000 คน และแรงงานชาวเอเชียกว่า 200,000 คน ถูกใช้ในการสร้างทางรถไฟสายนี้ โดยมีผู้เสียชีวิตรวมกันมากกว่า 100,000 คนจากโรคอหิวาตกโรค มาลาเรีย บิด ภาวะทุพโภชนาการ และการถูกลงโทษอย่างรุนแรง บริเวณเขาช่องขาดเองเชื่อว่ามีเชลยศึกเสียชีวิตอย่างน้อยหลายร้อยคนภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนปี พ.ศ. 2486 ซึ่งสภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยโคลน ความชื้น และโรคระบาด
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ทางรถไฟหลายส่วนถูกรื้อถอนและถูกธรรมชาติปกคลุมจนแทบเลือนหายไปจากความทรงจำ กระทั่งในช่วงทศวรรษ 1980 อดีตเชลยศึกชาวออสเตรเลียได้กลับมายังพื้นที่แห่งนี้อีกครั้ง และผลักดันให้มีการอนุรักษ์เขาช่องขาดในฐานะอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ ต่อมารัฐบาลออสเตรเลียร่วมกับรัฐบาลไทยได้พัฒนาพื้นที่ให้เป็นพิพิธภัณฑ์และเส้นทางเดินอนุสรณ์ โดยเปิดอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2541 เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตและเผยแพร่เรื่องราวของทางรถไฟสายมรณะให้คนรุ่นหลังได้รับรู้
ปัจจุบันเขาช่องขาดเป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และแหล่งเรียนรู้สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงภาพถ่าย เครื่องมือจริง บันทึกของเชลยศึก วิดีทัศน์ และสื่อมัลติมีเดียที่ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนที่เคยใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางรถไฟสายนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินลงไปยังเส้นทางเดิมของทางรถไฟ ผ่านช่องหินลึกที่ถูกเจาะด้วยแรงงานมนุษย์ และสัมผัสบรรยากาศเงียบสงบของป่าเขาซึ่งตัดกับประวัติศาสตร์อันโหดร้ายในอดีตได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้สถานที่แห่งนี้ยังเป็นจุดจัดพิธีรำลึกวันแอนแซกในทุกปี โดยมีชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จำนวนมากเดินทางมาร่วมไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตในสงคราม
วิธีการเดินทาง
- จากตัวเมืองกาญจนบุรี ใช้ทางหลวงหมายเลข 323 (กาญจนบุรี-ทองผาภูมิ) มุ่งหน้าสู่อำเภอไทรโยค จนถึงประมาณหลักกิโลเมตรที่ 64-65 ภายในเขตกองการเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทหารพัฒนา จะมีป้ายบอกทางเข้าพิพิธภัณฑ์อย่างชัดเจน
คำแนะนำ
- ควรสวมรองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าเดินป่าที่เกาะพื้นดี
- เตรียมน้ำดื่มให้เพียงพอ เพราะเส้นทางเดินค่อนข้างยาว
- ควรไปช่วงเช้าหรือบ่ายแก่เพื่อลดอากาศร้อน
- หลีกเลี่ยงการเดินช่วงเที่ยงเพราะแดดแรงมาก
ค่าเข้าชม:
- ฟรี
เวลาเปิดปิดทำการ:
- เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09:00 – 16:00 น.
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 7 รายการ)รีวิวเมื่อ 6 ธ.ค. 53
รีวิวเมื่อ 21 ส.ค. 53
รีวิวเมื่อ 21 ส.ค. 53
รีวิวเมื่อ 21 ส.ค. 53
รีวิวเมื่อ 21 ส.ค. 53
แสดงประวัติความโหดร้ายของการก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะสายนี้....
รีวิวเมื่อ 20 ส.ค. 53

รีวิวเมื่อ 20 ส.ค. 53