“สักการะองค์เจ้าพ่อหลักเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ ถ่ายรูปกับมังกรสวรรค์ขนาดยักษ์ และเดินเที่ยวหมู่บ้านจีนโบราณที่จำลองมาจากเมืองลี่เจียง มรดกโลก”
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี (Chao Pho Lak Mueang Shrine of Suphan Buri) ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี หรือแม่น้ำท่าจีน โดยอยู่ห่างจากแม่น้ำเข้าไปตามถนนมาลัยแมน ศาลแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาวสุพรรณบุรีมาอย่างยาวนาน ทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีน ในอดีตศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเป็นศาลไม้ทรงไทยแบบดั้งเดิม ภายในประดิษฐานเทวรูปพระอิศวรและพระนารายณ์ สวมหมวกเติ๊กหรือหมวกทรงกระบอก สลักจากหินสีเขียว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อทางศาสนาและศิลปกรรมที่ผสมผสานกันในยุคโบราณ
ต่อมาได้มีการบูรณะและก่อสร้างศาลขึ้นใหม่ให้มีลักษณะเป็นวิหารและเก๋งจีนตามแบบศิลปะจีน–ไทยในปัจจุบัน โดยองค์เจ้าพ่อหลักเมืองแท้จริงแล้วเป็นพุทธประติมากรรมที่สลักบนแผ่นหินแบบนูนต่ำ ตามคติพุทธศาสนาลัทธิมหายาน มีลักษณะทางศิลปกรรมแบบเขมรโบราณ มีอายุราว พ.ศ. 1185–1250 หรือประมาณ 1,300–1,400 ปีมาแล้ว พระนามว่า พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือที่ประชาชนทั่วไปเรียกกันว่า พระนารายณ์สี่กร ซึ่งเป็นปางที่แสดงถึงพระเมตตาและการช่วยเหลือสรรพสัตว์
ตามประวัติเล่าว่า เมื่อประมาณ 150 ปีที่ผ่านมา ได้มีผู้พบพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นี้จมอยู่ในดินโคลนบริเวณริมคลองศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ชาวบ้านจึงได้ช่วยกันอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานบนที่สูง และสร้างศาลขึ้นเป็นที่สถิตเพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชา ต่อมาในคราวเสด็จประพาสต้นเมื่อ พ.ศ. 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จทรงกระทำพลีกรรมบูชาเจ้าพ่อหลักเมืองด้วยพระองค์เอง และทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ในการก่อสร้างเขื่อนรอบเนินศาล ทำชานสำหรับผู้มาสักการะ และสร้างกำแพงแก้วโดยรอบ
นอกจากนี้ยังมีการขยายและต่อเติมตัวศาลให้เป็นเก๋งแบบจีน ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างวัฒนธรรมไทยและจีนในเมืองสุพรรณบุรี โดยในเวลาต่อมา สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ และเจ้าพระยายมราช ได้ทรงสนพระทัยในการปรับปรุงศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเพิ่มเติมราว พ.ศ. 2480 ทำให้ศาลแห่งนี้มีความงดงามและมั่นคงดังที่เห็นในปัจจุบัน
ทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ตามปฏิทินจีน จะมีการจัดงานประเพณีสำคัญที่เรียกว่า พิธีทิ้งกระจาด หรือ พิธีทิ้งทาน ณ บริเวณสมาคมจีนใกล้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง พิธีกรรมนี้เป็นคติความเชื่อในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน มีจุดมุ่งหมายเพื่อแผ่เมตตาให้แก่ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ โดยมีการนำสิ่งของเครื่องใช้และของจำเป็นต่างๆ มาแจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ ถือเป็นการสืบทอดทั้งศรัทธา ความเมตตา และวัฒนธรรมอันยาวนานของชุมชนสุพรรณบุรี
วิธีการเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว:
- ข้ามสะพานอาชาสีหมอกมาไม่ไกลจะพบกับมังกรยักษ์สีทองเด่นตระการตา มีที่จอดรถกว้างขวางรอบอุทยาน
รถสาธารณะ:
- สามารถนั่งรถเมล์สายรอบเมือง หรือเหมารถตุ๊กตุ๊ก/วินมอเตอร์ไซค์จากตัวเมืองสุพรรณบุรีมาลงที่หน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองได้อย่างสะดวก
คำแนะนำ
ช่วงเวลาแนะนำ:
- ช่วงเช้า (08:00 - 10:00 น.) หรือช่วงเย็นที่แดดเริ่มอ่อนลง จะถ่ายรูปมังกรได้สวยที่สุดโดยไม่ร้อนจนเกินไป
การเข้าชมพิพิธภัณฑ์:
- พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกรมีค่าเข้าชม (ชาวไทย: ผู้ใหญ่ 299 บาท / เด็ก 149 บาท) และจะจัดรอบเข้าชมเป็นรอบๆ เพื่อความเป็นระเบียบ
กิจกรรมแนะนำ:
- หลังจากกราบไหว้เจ้าพ่อหลักเมืองและเดินหมู่บ้านแล้ว แนะนำให้ขึ้นไปที่ "หอชมวิว" เพื่อชมทัศนียภาพของเมืองสุพรรณบุรีและอุทยานมังกรสวรรค์ในมุมสูง
เทศกาลสำคัญ:
- หากมาในช่วงเทศกาลตรุษจีน จะมีการประดับโคมไฟและการแสดงที่ยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ
ค่าธรรมเนียมเข้าชม
-
ศาลเจ้าพ่อและหมู่บ้านมังกรสวรรค์: เข้าชมฟรี
-
พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร: มีค่าเข้าชมตามที่กำหนด
เวลาทำการ
-
ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง: เปิดทุกวัน 07:00 – 17:00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ ปิด 18:00 น.)
-
พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร: เปิดวันพุธ – อาทิตย์ (ปิดวันจันทร์-อังคาร) 10:00 – 16:00 น.
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 2 รายการ)รีวิวเมื่อ 9 ก.ย. 53
รีวิวเมื่อ 9 ก.ย. 53