“องค์พระธาตุสีขาวบริสุทธิ์ยอดฉัตรทองคำที่มีรูปทรงงดงามเป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานศิลปะล้านช้างและท้องถิ่น และประวัติศาสตร์ตำนาน "ต้นมะขามที่ตายแล้วกลับมาเกิดใหม่" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัด”
พระธาตุขามแก่น (Phra That Kham Kaen) เป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดขอนแก่น และเป็นที่มาของชื่อเมืองขอนแก่นอย่างเป็นทางการ ตั้งอยู่ภายในวัดเจติยภูมิ ซึ่งมีความเชื่อสืบต่อกันมาอย่างยาวนานนับพันปี ตามตำนานพื้นถิ่นเล่าว่า ในสมัยพุทธกาลเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานที่เมืองกุสินารา คณะอัญเชิญพระอังคารธาตุ (ขี้เถ้าจากการเผาสรีระ) นำโดยโมริยกษัตริย์และพระอรหันต์กลุ่มหนึ่ง ตั้งใจจะนำพระอังคารธาตุไปประดิษฐานที่พระธาตุพนม ระหว่างทางได้ผ่านพื้นที่ตำบลบ้านขามในปัจจุบันและได้พบกับตอมะขามขนาดใหญ่ที่ตายแล้วเหลือแต่แก่นไม้แข็ง จึงได้ใช้ตอมะขามนั้นเป็นที่วางพักผ่อนสัมภาระและพระอังคารธาตุไว้ชั่วคราวขณะพักแรม
ครั้นเมื่อคณะเดินทางไปถึงพระธาตุพนมกลับพบว่าองค์พระธาตุพนมได้สร้างเสร็จสมบูรณ์และปิดผนึกไปแล้ว ไม่สามารถนำพระอังคารธาตุบรรจุเข้าไปได้อีก คณะจึงได้เดินทางกลับมาตามเส้นทางเดิมด้วยความผิดหวัง แต่เมื่อเดินทางมาถึงจุดเดิมที่เคยพักแรม ณ ตอมะขามต้นนั้น ทุกคนต่างต้องตะลึงเมื่อพบว่าตอมะขามที่เคยแห้งตายและเหลือเพียงแก่นไม้ กลับมีปาฏิหาริย์แตกลูกแตกใบเขียวชอุ่มและออกกิ่งก้านสาขาขึ้นมาใหม่ราวกับมีชีวิต คณะอัญเชิญเห็นว่าสถานที่แห่งนี้เป็นมงคลและมีปาฏิหาริย์อย่างยิ่ง จึงตัดสินใจร่วมใจกันสร้างพระเจดีย์ครอบตอมะขามต้นนั้นไว้ และบรรจุพระอังคารธาตุพร้อมพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในองค์เจดีย์ กลายเป็นที่มาของชื่อ "พระธาตุขามแก่น" ซึ่งหมายถึงพระธาตุที่สร้างครอบแก่นมะขามนั่นเอง
ในเชิงสถาปัตยกรรม พระธาตุขามแก่นเป็นเจดีย์ที่มีรูปทรงงดงามและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบศิลปะล้านช้าง องค์พระธาตุมีความสูงประมาณ 19 เมตร ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้สิบสอง ตกแต่งด้วยลายจำหลักนูนต่ำที่ประณีตงดงาม ส่วนยอดของพระธาตุหุ้มด้วยฉัตรทองคำแวววาว องค์พระธาตุตั้งอยู่บนฐานบัวคว่ำบัวหงายที่ซ้อนชั้นกันอย่างลงตัว สะท้อนถึงภูมิปัญญาและการผสมผสานทางวัฒนธรรมในลุ่มแม่น้ำโขง ภายในบริเวณวัดเจติยภูมิยังมีการดูแลรักษาความสะอาดอย่างดีเยี่ยม พื้นที่โดยรอบเงียบสงบ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ ทำให้พุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาเยือนรู้สึกถึงความสงบทางจิตใจ
นอกจากความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์และศาสนาแล้ว พระธาตุขามแก่นยังถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวขอนแก่นมาทุกยุคทุกสมัย ชื่อของพระธาตุได้ถูกนำไปบรรจุไว้ในคำขวัญประจำจังหวัดและเป็นตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดขอนแก่นในปัจจุบัน สำหรับพุทธศาสนิกชนมีความเชื่อว่า หากใครได้มากราบไหว้ขอพรที่พระธาตุแห่งนี้จะได้รับอานิสงส์ให้มีชีวิตที่มั่นคงแข็งแรงดั่ง "แก่นไม้" มีความเจริญรุ่งเรืองและมีพลังในการฟันฝันอุปสรรคต่างๆ ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี รวมถึงมีความเชื่อเรื่องการขอพรด้านสุขภาพและการให้ชีวิตกลับมามีความหวังใหม่อีกครั้ง เหมือนดั่งต้นมะขามที่ตายแล้วกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ได้อย่างปาฏิหาริย์
วิธีการเดินทาง
- จากตัวเมืองขอนแก่น ใช้ทางหลวงหมายเลข 209 (ขอนแก่น-เชียงยืน) ประมาณ 12 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสายบ้านขาม-น้ำพอง (ทางหลวงหมายเลข 2183) อีกประมาณ 14 กิโลเมตร จะถึงวัดเจติยภูมิ
คำแนะนำ
-
ควรแต่งกายสุภาพเนื่องจากเป็นศาสนสถานสำคัญ
-
ควรมาในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นเพื่อหลีกเลี่ยงอากาศร้อน
-
ในวันเพ็ญเดือน 6 ของทุกปี จะมีงานฉลองสมโภชพระธาตุขามแก่น ซึ่งเป็นงานบุญใหญ่ที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนิยมมาสรงน้ำและเวียนเทียน
ค่าเข้าชม:
- ไม่มีค่าเข้าชม (ฟรี)
เวลาเปิดปิดทำการ:
- เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 07:00 – 17:00 น.
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 7 รายการ)รีวิวเมื่อ 8 ก.ย. 53
----------------------
ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก วิกิพีเดีย
รีวิวเมื่อ 8 ก.ย. 53
รีวิวเมื่อ 24 ส.ค. 53
รีวิวเมื่อ 24 ส.ค. 53
รีวิวเมื่อ 24 ส.ค. 53
แต่เดิม ณ ที่นี้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า ต่อมาเมื่อเริ่มมีชาวบ้านเข้ามาหักล้างถางพง จับจองที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยนั้น ชาวบ้านพบว่ามีตอมะขามที่ตายแล้วเหลือแต่แก่นอยู่ต้นหนึ่ง แต่ต่อมาปรากฏว่าแก่นมะขามนั้นกลับมีการแตกใบ ผลิดอก ดูแปลกประหลาด และพบว่าหากมีใครที่ไปทำการอะไรที่เป็นการดูหมิ่นหรือลบหลู่ตอมะขามนั้น คนผู้นั้นก็จะมีอันเป็นไป ชาวบ้านจึงเกิดความเคารพบูชา และร่วมกันสร้างเจดีย์ครอบตอมะขามนั้นไว้ พร้อมกับบรรจุพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า 9 ประการ ไว้ในนั้นด้วย จึงเรียกเจดีย์ที่สร้างนั้นว่า พระเจ้าเก้าพระองค์ หรือ เจดีย์บ้านขาม ต่อมาจึงเป็นพระธาตุขามแก่น
รีวิวเมื่อ 24 ส.ค. 53
มีเรื่องราวคล้ายตำนานที่หนึ่ง แต่กล่าวว่าพระอรหันต์ที่อัญเชิญพระอังคารธาตุนั้น มีเพียง 2 องค์เท่านั้น
รีวิวเมื่อ 24 ส.ค. 53
ตำนานที่หนี่ง
นับแต่การเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เมื่อถวายพระเพลิงเสร็จ แล้ว พระบรมสารีริกธาตุได้ถูกนำไปประดิษฐานไว้ในที่ต่าง ๆ คือ พระสารีริกธาตุกระโยงหัว (กระโหลกศีรษะ) ฆะฏิการพรหมนำไปไว้บนเทวโลก, พระธาตุเขี้ยวหมากแง (พระเขี้ยวแก้ว) พระอินทร์นำไปไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์,พระธาตุกระดูกด้ามมีด (พระรากขวัญ ) พระยานาคนำไปไว้เมืองบาดาล
ครั้งต่อมาโมริยกษัตริย์เจ้านครโมรีย์ (อยู่ในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน) ทราบข่าวภายหลังเพราะอยู่ห่างไกลและเดินทางช้า จึงได้แต่พระอังคารธาตุ (ฝุ่น) แล้วนำไปไว้ที่นครของตน ประมาณพุทธศักราชล่วงมาได้ 3 ปี พระมหากัสสปะเถระเจ้า พร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์ นำเอาพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนอก) ไปประดิษฐานไว้ภูกำพร้า (พระธาตุพนมในปัจจุบัน) พระยาหลังเขียว โมริยกษัตริย์ และพระอรหันต์ยอดแก้ว, พระอรหันต์รังษี, พระอรหันต์คันที และไม่ปรากฏชื่ออีก 6 องค์ จึงเดินทางพร้อมอัญเชิญเอาพระอังคารธาตุเพื่อไปบรรจุไว้ในพระธาตุพนมด้วย ระหว่างทางได้มาถึงพื้นที่แห่งหนึ่ง (ที่ตั้งของพระธาตุขามแก่นในปัจจุบัน) มีพื้นที่พื้นที่ดอน ราบเรียบ มีห้วยสามแยก น้ำไหลผ่านรอบดอน และมีต้นมะขามใหญ่ที่ตายแล้วเหลือแต่แก่นอยู่ต้นหนึ่ง
ขณะนั้นเป็นเวลาพลบค่ำพอดี ประกอบกับพื้นที่มีความเหมาะสมจึงได้พักแรมที่นี่ และนำเอาพระอังคารธาตุไปวางพักไว้บนแก่นของต้นมะขามที่ตายแล้วดังกล่าว พอรุ่งเช้าทั้งคณะก็เดินทางมุ่งหน้าสู่สถานที่ก่อสร้างพระธาตุพนมต่อไป
พอไปถึงปรากฏว่าพระธาตุพนมได้สร้างเสร็จแล้ว ไม่สามารถนำพระอังคารธาตุบรรจุลงไปได้อีก จึงจำต้องนำเอาพระอังคารธาตุนั้นกลับตามเส้นทางเดิม โดยตั้งใจว่าจะนำกลับไปไว้ที่นครของตนตามเดิม เมื่อมาถึงดอนมะขามซึ่งเคยเป็นที่พักแรม ครั้งก่อน ได้เห็นต้นมะขามใหญ่ที่ล้มตายเหลือแต่แก่นนั้นกลับผลิตดอก ออกผล แตกกิ่งก้านสาขามีใบเขียวชะอุ่มแลดูงามตายิ่งนัก จะเป็นด้วยเทพเจ้าแสร้งนิมิต หรือด้วยอำนาจอภินิหารของพระอังคารธาตุก็มิอาจรู้ได้ เห็นเป็นอัศจรรย์เช่นนั้นจึง พร้อมกันก่อสร้างพระธาตุครอบต้นมะขาม และบรรจุพระอังคารธาตุของพระเจ้าไว้ภายในด้วย โดยมีรูปลักษณะดังที่เราเห็น อยู่ในปัจจุบันนี้ จึง เรียกชื่อพระธาตุนี้ว่า "พระธาตุขามแก่น"
หลังจาการก่อสร้างพระธาตุเสร็จแล้ว พระยาหลังเขียวพร้อมด้วยบริวารได้สร้างบ้านแปลงเมืองอยู่ตรงนี้ และได้สร้างวัดให้เป็นที่พำนักของพระอรหันต์ทั้ง 9 องค์ ซึ่งมีวิหาร และพัทธสีมาเคียงคู่กับองค์พระธาตุสืบมา ครั้นกาลล้วงมาพระอรหันต์ทั้ง 9 องค์ก็ได้ดับขันธ์ปรินิพพาน ชาวเมืองนำเอาอัฐิธาตุของท่านบรรจุไว้ในพระธาตุองค์เล็ก ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออกของ อุโบสถในเวลานี้ ต่อมาประชาชนจึงเรียกพระธาตุองค์ใหญ่ว่า ครูบาทั้งเก้าเจ้ามหาธาตุ ส่วนพระธาตุองค์เล็กเรียกว่า ครูบาทั้งแปด
