“ชมความงามของทับหลังและหน้าบันที่สลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง โดยเฉพาะภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ และศิลปะแบบบาปวน-นครวัด รวมถึงโครงสร้างปราสาทที่ประกอบด้วยปรางค์อิฐ 3 องค์บนฐานเดียวกัน ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วและสระน้ำศักดิ์สิทธิ์”
ปราสาทกู่เปือยน้อย (Prasat Ku Pueai Noi) หรือที่ชาวบ้านในท้องถิ่นเรียกขานกันด้วยความศรัทธาว่า "พระธาตุกู่ทอง" เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญยิ่งในฐานะเทวสถานขอมโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและยังคงสภาพความสมบูรณ์มากที่สุดในเขตภาคอีสานตอนบน ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ถึง 17 โดยเป็นการผสมผสานศิลปะขอมแบบบาปวนและแบบนครวัดเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เดิมทีสถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย เพื่อประดิษฐานรูปเคารพสำคัญและใช้เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของผู้คนในอดีตที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนเส้นทางอารยธรรมขอมที่แผ่ขยายเข้ามาในที่ราบสูงโคราช
โครงสร้างหลักของปราสาทถูกวางแผนผังอย่างเป็นระบบตามคติจักรวาล โดยมีองค์ปรางค์อิฐจำนวน 3 องค์ ตั้งเรียงรายอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกันที่ยกพื้นสูง หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเพื่อรับแสงแรกแห่งอรุณรุ่ง องค์ปรางค์ประธานซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ล้อมรอบด้วยอาคารบรรณาลัยซึ่งใช้เป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์ทางศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหมดถูกโอบล้อมด้วยกำแพงแก้วที่ทำจากศิลาแลง และมีบารายหรือสระน้ำศักดิ์สิทธิ์รูปตัวยูขุดล้อมรอบอีกชั้นหนึ่งเพื่อแทนความหมายของมหาสมุทรที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุตามความเชื่อในอดีต
จุดเด่นที่ทำให้ปราสาทแห่งนี้เลื่องชื่อคือความงดงามของลวดลายสลักหินทรายที่ยังคงความคมชัดและประณีตอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของหน้าบันหรือทับหลังที่แสดงภาพจำหลักเรื่องราวทางศาสนาและเทพเจ้าอย่างวิจิตรบรรจง เช่น ภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ ภาพพระกฤษณะปราบช้างและคชสีห์ รวมถึงลวดลายพันธุ์พฤกษาที่สอดประสานกันอย่างต่อเนื่อง ฝีมือการแกะสลักแบบนูนลึกสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของช่างโบราณที่สามารถถ่ายทอดความอ่อนช้อยและจิตวิญญาณลงบนเนื้อหินได้อย่างมีชีวิตชีวา หลังจากผ่านการบูรณะโดยกรมศิลปากรด้วยวิธีอนาสติโลซิส ซึ่งเป็นการนำชิ้นส่วนเดิมกลับไปวางในตำแหน่งเดิมอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำให้ปราสาทกู่เปือยน้อยกลับมาตระหง่านอย่างสง่างาม เป็นประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงศรัทธา ศิลปะ และกาลเวลาเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์
วิธีการเดินทาง
- จากตัวเมืองขอนแก่น ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) มุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครราชสีมา จนถึงอำเภอบ้านไผ่ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 23 (ไปทางบรบือ) จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2297 มุ่งหน้าสู่อำเภอเปือยน้อย รวมระยะทางประมาณ 75 กิโลเมตร
คำแนะนำ
-
ควรมาเที่ยวชมในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นเพื่อให้ได้แสงที่สวยงามในการถ่ายภาพ และอากาศไม่ร้อนจนเกินไป
-
แนะนำให้เดินวนรอบปราสาทเพื่อดูทับหลังในแต่ละทิศซึ่งมีเนื้อหาเรื่องราวทางศาสนาที่แตกต่างกัน
-
ในช่วงวันเพ็ญเดือน 5 ของทุกปี จะมีงานประเพณี "ผูกเสี่ยวเที่ยวเมืองกู่" ซึ่งเป็นงานเทศกาลใหญ่ของคนในพื้นที่
ค่าเข้าชม:
- ไม่มีค่าเข้าชม (เข้าชมฟรีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ)
เวลาเปิดปิดทำการ:
- เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 น. – 18:00 น.
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 1 รายการ)รีวิวเมื่อ 26 ส.ค. 53