“กราบบูชา พระพุทธชินสีห์ และ พระสุวรรณเขต พระพุทธรูปโบราณสององค์ที่ประดิษฐานคู่กันในพระอุโบสถ พร้อมชมจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่งที่นำเทคนิคการวาดภาพแบบ ทัศนียภาพตะวันตก มาใช้เป็นแห่งแรกในไทย”
วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร (Bowonniwet Vihara Temple) เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ที่มีความผูกพันแน่นแฟ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยและพัฒนาการของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย สถาปนาขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เมื่อ พ.ศ. 2372 เดิมชื่อ “วัดใหม่” ต่อมาได้รับพระราชทานนามว่า “วัดบวรนิเวศวิหาร” อันมีความหมายถึงวัดอันเป็นที่ประทับอันประเสริฐ
วัดแห่งนี้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์หลายพระองค์เมื่อครั้งทรงผนวช โดยเฉพาะ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงผนวชนานถึง 27 พรรษา และทรงสถาปนาคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายขึ้นที่นี่ ส่งผลให้วัดบวรนิเวศกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของการปฏิรูปพระพุทธศาสนาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อีกทั้งยังเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคารของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยิ่งตอกย้ำความสำคัญในฐานะวัดแห่งราชสำนัก
พระอุโบสถและพระพุทธรูปสำคัญ
พระอุโบสถของวัดมีลักษณะเรียบสง่า แตกต่างจากวัดหลวงอื่นที่เน้นความวิจิตรอลังการ ภายในประดิษฐานพระประธานสององค์ซึ่งหาได้ยากในวัดไทย ได้แก่
-
พระพุทธสุวรรณเขต (หลวงพ่อโต) พระพุทธรูปปางมารวิชัย
-
พระพุทธชินสีห์ พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยที่อัญเชิญมาจากพิษณุโลก
การประดิษฐานพระพุทธรูปสององค์ในพระอุโบสถเดียวกันสะท้อนแนวคิดการสืบทอดพุทธศิลป์จากสุโขทัยสู่รัตนโกสินทร์ องค์พระสีทองอร่ามตัดกับพื้นผนังโทนเข้ม สร้างบรรยากาศแห่งสมาธิและความศรัทธาอย่างลึกซึ้ง
จิตรกรรมฝาผนังภายในเป็นผลงานของ ขรัวอินโข่ง จิตรกรเอกในสมัยรัชกาลที่ 4 มีความโดดเด่นด้วยการใช้เทคนิคทัศนียภาพแบบตะวันตก (Perspective) และการวาดภาพบุคคลสมจริงแบบสามมิติ ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญของศิลปกรรมไทยจากแบบจารีตสู่ความทันสมัย ภาพเหล่านี้แฝงด้วยคติธรรม ปริศนาธรรม และแนวคิดทางศาสนาที่ลุ่มลึก
สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมโดยรอบ
สถาปัตยกรรมของวัดบวรนิเวศผสมผสานศิลปะไทยกับจีนอย่างกลมกลืน เห็นได้จากลวดลายกระเบื้องเคลือบที่หน้าบัน ซุ้มประตู และองค์เจดีย์สีทองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหลังพระอุโบสถ เจดีย์องค์นี้บรรจุพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 9 มีรูปทรงเรียบง่ายแต่สง่างามตามแนวธรรมยุติ
บริเวณพุทธาวาสได้รับการจัดภูมิทัศน์อย่างเป็นระเบียบ มีสวนหย่อม ทางเดินสะอาดสะอ้าน และพื้นที่โล่งที่ให้ความรู้สึกสงบ เงียบ และเป็นสัดส่วน สะท้อนหลักปฏิบัติของธรรมยุติกนิกายที่เน้นวินัย ความเรียบร้อย และความบริสุทธิ์
บริบททางประวัติศาสตร์และชุมชน
วัดตั้งอยู่ใกล้ย่านประวัติศาสตร์ เช่น บางลำพู และถนนพระสุเมรุ เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตชุมชนเมืองเก่า ผู้มาเยือนสามารถเดินสำรวจร้านค้าเก่าแก่ ร้านอาหารพื้นเมือง และอาคารสถาปัตยกรรมยุคต้นรัตนโกสินทร์ได้โดยรอบ
คุณค่าทางจิตวิญญาณและประสบการณ์การเยี่ยมชม
วัดบวรนิเวศวิหารมีเอกลักษณ์ด้าน “ความสงบและความเรียบง่ายอันสง่างาม” แตกต่างจากวัดหลวงที่เน้นความอลังการ ผู้ที่เข้ามาภายในพระอุโบสถมักสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เหมาะแก่การนั่งสมาธิ ไตร่ตรอง และเติมพลังใจ
ที่นี่จึงมิใช่เพียงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจที่สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ และสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง
วิธีการเดินทาง
รถประจำทาง:
- มีรถสาย 12, 15, 56, 68, 511 และ 516 ที่ผ่านบริเวณถนนพระสุเมรุและสี่แยกคอกวัว
เรือด่วนเจ้าพระยา:
- ลงที่ ท่าพระอาทิตย์ (N13) แล้วเดินลัดเลาะผ่านย่านถนนพระอาทิตย์มาทางถนนพระสุเมรุประมาณ 10-15 นาที
รถยนต์ส่วนตัว:
- สามารถจอดได้ที่ลานจอดรถของวัด (มีพื้นที่จำกัด) หรือจอดที่อาคารจอดรถของกทม. บริเวณใกล้เคียง
คำแนะนำ
ช่วงเวลาที่เหมาะสม:
- แนะนำให้มาในช่วงเช้า 08:30 – 10:30 น. เพื่อสัมผัสความสงบก่อนจะมีผู้คนหนาแน่น หรือช่วงบ่ายแก่ๆ เพื่อชมความงามของพระเจดีย์สีทองยามต้องแสงอาทิตย์
การแต่งกาย:
- เนื่องจากเป็นวัดสำคัญที่มีระเบียบเคร่งครัด ควรแต่งกายสุภาพ (เสื้อมีแขน กางเกงหรือกระโปรงคลุมเข่า) ไม่สวมหมวกหรือแว่นตาดำขณะเข้าในอาคาร
การถ่ายภาพ:
- สามารถถ่ายภาพสถาปัตยกรรมภายนอกได้ แต่ภายในพระอุโบสถควรถ่ายภาพด้วยความสงบและระมัดระวังไม่รบกวนผู้ที่มาสวดมนต์
ของกินใกล้เคียง:
- ย่านบางลำพูรอบวัดมีอาหารชื่อดังมากมาย เช่น ข้าวแช่ ขนมเบื้องไทย และร้านคาเฟ่สไตล์วินเทจบนถนนพระสุเมรุ
การวางแผน:
- วัดบวรฯ อยู่ใกล้กับข้าวสารและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สามารถเดินเที่ยวเชื่อมต่อกันได้ง่าย
ค่าเข้าชม
-
ชาวไทย: ฟรี
-
ชาวต่างชาติ: ฟรี (อาจมีการบริจาคตามศรัทธา)
เวลาทำการ
-
ทุกวัน: 08:30 – 17:00 น.
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 5 รายการ)รีวิวเมื่อ 28 มี.ค. 54
รีวิวเมื่อ 22 ก.ค. 53
www.watbowon.com
รีวิวเมื่อ 22 ก.ค. 53
วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ต้นถนนตะนาวในบัดนี้ ในกำแพงพระนคร สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ ๓ ทรงสร้างใหม่ในรัชกาลนั้น ระหว่าง พ.ศ.๒๓๖๗ และพ.ศ. ๒๓๗๕ (ปีระหว่างอุปราชาภิเษกและสวรรคตของสมเด็จพระบวรราชเจ้าพระองค์นั้น) ใกล้กับวัดรังษีสุทธาวาส ที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ ทรงสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๓๖๖ ซึ่งต่อมาภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าร่วงโรยมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเข้ากับวัดบวรนิเวศวิหารเสีย เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘ ซึ่งในปัจจุบันยังคงเรียกส่วนที่เป็นวัดรังษีสุทธาวาสมาเดิมว่า “คณะรังษี”
รีวิวเมื่อ 22 ก.ค. 53
และมีพระเจดีย์องค์ประดิษฐานอยู่โดยรอบพระเจดีย์กาไหล่ทองอีก ๔ องค์ คือ ด้านตะวันตก พระไพรีพินาศเจดีย์ ด้านใต้ พระเจดีย์บรมราชานุสรณ์พระชนมพรรษา ๕ รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ด้านตะวันออก เป็นพระเจดีย์ไม้ปิดทอง ไม่ปรากฏประวัติ ด้านตะวันตก พระเจดีย์โลหะปิดทอง ไม่ปรากฏประวัติ
รีวิวเมื่อ 22 ก.ค. 53
พระสุวรรณเขตหรือเรียกว่าหลวงพ่อโต หรือ “หลวงพ่อเพชร” คือพระประธานองค์ใหญ่ ตั้งอยู่ด้านในสุด เป็นพระประธานองค์แรกของพระอุโบสถนี้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระพุทธรูปโลหะ ลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยา หน้าตักกว้าง ๙ ศอก ๒๑ นิ้ว พระยาชำนิหัตถการได้ปั้นพอกพระศกให้มีขนาดดังที่เห็นในปัจจุบันแล้วลงรักปิดทอง ด้านข้างพระพุทธรูปองค์นี้มีพระอัครสาวกปูนปั้นหน้าตัก ๒ ศอก ข้างละ ๑ องค์
พระพุทธรูปวัดสระตะพานองค์นี้ เป็นพระหล่อ หน้าพระเพลา (ตัก) ๙ ศอก ๒๑ นิ้ว เป็นพระพุทธรูปโบราณ เรียกว่า พระโต แต่ นายอ่อน เจตนาแจ่ม ผู้รักษาพระอุโบสถเล่าว่า เคยได้ยินสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานิศรานุวัดติวงศ์ ตรัสกับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสว่า "พระโตองค์นี้ ชาวพื้นเมืองเรียกกันว่า "หลวงพ่อเพชรๆ" ชื่อท่านมีอยู่แล้วว่า "พระสุวรรณเขต" ไม่เรียก เมื่อเชิญมา รื้อออกเป็นท่อนๆ ตามรอยประสานเดิม อัญเชิญลงแพ มาคุมเข้าเป็นองค์เดิมอีก ลักษณะที่คุมเข้าใหม่เป็นฝีมือของช่างกรุงเทพฯ โดยมาก แต่ยังพอสังเกตได้ว่าเดิมเป็นลักษณะพระขอม พระศกของพระพุทธรูปนี้ เดิมโตอย่างของพระพุทธชินสีห์ พระยาชำนิหัตถการ นายช่างกรมพระราชวังบวรฯ เลาะออกเสีย ทำพระศกของพระโตนี้ใหม่ด้วยดินเผาให้เล็ก ตามที่เห็นว่างามในเวลานั้น ประดับเข้าที่แล้วลงรักปิดทอง พระองค์ใหญ่ มีพระสาวกใหญ่นั่งคู่หนึ่ง หน้าตักสองศอกถ้วนเป็นพระปั้น
พระพุทธชินสีห์
พระพุทธชินสีห์ ประดิษฐานอยู่ข้างหน้าพระพุทธสุวรรณเขต เป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย หน้าตักกว้าง ๕ ศอก ๔ นิ้ว สองข้างพระพุทธชินสีห์มีรูปพระอัครสาวกคู่หนึ่ง สันนิษฐานว่า สมเด็จพระธรรมราชาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย โปรดให้สร้างขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันกับพระพุทธชินราช และพระศรีศาสดา เดิมประดิษฐานอยู่ที่พระวิหารด้านทิศเหนือของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ต่อมาวิหารชำรุดทรุดโทรมลง สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาศักดิพลเสพ จึงโปรดให้อัญเชิญมาประดิษฐานที่มุขหลังของพระอุโบสถจัตุรมุข วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๔
ครั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะยังทรงผนวช ได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอัญเชิญพระพุทธชินสีห์มาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถหน้าพระพุทธสุวรรณเขต เมื่อพุทธศักราช ๒๓๘๐ แล้วได้ติดทองกะไหล่พระรัศมี ฝังพระเนตร และฝังเพชรที่พระอุณาโลมใหม่ พร้อมทั้งปิดทององค์พระพุทธรูป ต่อมาเมื่อพระองค์เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ในพุทธศักราช ๒๓๙๔ โปรดเกล้าฯ ให้แผ่แผ่นทองคำลงยาราชาวดีประดับพระรัศมีเดิม ถวายฉัตรตาด ๙ ชั้น ถวายผ้าทรงสะพักตาด ต้นไม้เงินทอง และกลองมโหระทึกสำหรับประโคมในเวลาพระสงฆ์บูชาเช้าค่ำเป็นเกียรติยศ พุทธศักราช ๒๓๘๙ โปรดเกล้าฯให้หล่อฐานสำริดปิดทองใหม่มีการสมโภช พุทธศักราช ๒๔๐๙ ทรงสมโภชอีครั้งและถวายพระธำมรงค์หยกสวมนิ้วพระอังคุฐซ้าย
พระพุทธชินสีห์นับเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง ซึ่งพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์เสด็จมาถวายสักการบูชาในโอกาสต่างๆ เช่น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครทางสถลมารคมานมัสการและถวายต้นไม้เงินและต้นไม้ทองเมื่อคราวประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระพุทธชินสีห์ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองแต่ครั้งสุโขทัย นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามมากที่สุดพระองค์หนึ่ง สมเด็จพระบวรราชเจ้าพระองค์นั้น ได้ทรงอัญเชิญพระพุทธชินสีห์มาจากพระวิหารทิศเหนือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก มาประดิษฐานไว้ในมุขหลังของพระอุโบสถ ซึ่งก่อขึ้นใหม่ อัญเชิญลงแพมาทั้งพระองค์ เมื่อฤดูน้ำ พ.ศ. ๒๓๗๒ แต่ได้ยินกันมาโดยมากว่ามุขหลังคามีมาแต่เดิม จึงรวมเป็น ๔ มุข ตามรูบเมรุของเจ้าจอมมารดา ของพระองค์เจ้าดาราวดี พระราชชายา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ผู้ทรงรจนาตำนานวัด ทรงสันนิษฐานว่า มุขหลังก่อทีหลัง ในเมื่อปรารภว่าจะเชิญพระพุทธชินสีห์ลงมา เดิมคงมีแต่หลังหน้าซึ่งเป็นพระอุโบสถ หลังขวางซึ่งเป็นพระวิหาร แต่สร้างติดกันจึงดูเป็น ๓ มุข
พระพุทธชินสีห์นี้ มีตำนานกล่าวไว้ในพงศาวดารเหนือว่า พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก เจ้าเมืองนครเชียงแสน สร้างขึ้นพร้อมกับพระชินราชและพระศาสดาเมื่อก่อน พ.ศ. ๑๕๐๐ มีเรื่องโดยย่อว่า พระศรีธรรมไตรปิฎก เจ้านครเชียงแสนยกกองทัพมาตีเมืองศรีสัชนาลัย (อยู่ในเมืองสวรรคโลกสมัยนั้น) แล้วสร้างเมืองพิษณุโลก พร้อมกับพระพุทธรูป ๓ พระองค์ โดยให้พวกช่างที่มีฝีมือในเมืองต่างๆมาประชุม ช่วยกันปั้นหุ่นเพื่อจะให้ได้งดงามผิดกับพระพุทธรูปสามัญแต่ท่านสันนิษฐานว่า พระเจ้าพระศรีมหาธรรมไตรปิฎกผู้สร้าง คือพระมหาะรรมราชาที่๑ รัชการที่๕แห่งราชวงศ์พระร่วง สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี เรียกโดยพระนามว่า พระเจ้าลือไทหรือลิไท ข้อที่ทำให้สันนิษฐานเช่นนั้นมีหลายประการ คือสอบสวนไม่ได้ความจริงว่า มีเจ้านครเชียงแสนองค์ใด มีความรู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก จนควรแก่พระนามนั้น และได้แผ่อำนาจลงมาทางใต้ในสมัยที่อ้างนั้น พระมหาธรรมราชาที่ ๑ ปรากฏว่าทรงรอบรู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก ทรงแต่งหนังสือเรื่องตรภูมิ ซึ่งในทุกวันนี้เรียกันว่าไตรภูมิพระร่วง พระเกียรติยศที่ทรงรอบรู้พระไตรปิฎก คงเลื่องลือแพร่หลาย จึงเรียกพระนามเฉลิมพระเกีรยติว่า พระศรีธรรมไตรปิฎก และเมื่อก่อนแต่ทรงเถลิงถวัลยราชสมบัติ ได้เป็นพระมหาอุปราชอยู่ที่เมืองศรีสัชนาลัย เมื่อพระเจ้าเลอไทพระราชบิดาสวรรคต เกิดจราจลขึ้นในพระนครสุโขทัย ต้องยกทัพลงมาปราบปรามจนราบคาบแล้วจึงได้เสวยราชย์ เรื่องนี้ตรงกับเค้าเรื่องพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกยกกองทัพลงมาตีเมืองศรีสัชนาลัยในพงศาวดารเหนือ อีกประการหนึ่ง ลักษณะพระชินราช พระชินสีห์ ก็ด่างจากพระพุทธรูปอื่น ในบางอย่างเช่น มีนิ้วพระหัตถ์ทั้ง ๔ นิ้ว พระบาททั้ง ๔ นิ้วยาวเสมอกัน ต้องตามคัมภีร์มหาปุริสลักษณะแสดงว่าผู้สร้างได้ทราบคัมภีร์นั้น พระพุทธรูปที่ได้สร้างกันขึ้นชั้นหลัง ได้ถือเป็นแบบสืบมาทุกวันนี้ พระพุทธรูปที่สร้างในเมืองเมืองไทยแต่ก่อนนั้น ทั้งทางเมืองเหนือและเมืองใต้ ทำปลายนิ้วพระหัตถ์เป็นหลั่นกันเหมือนกับนิ้วมือคนสามัญ
อนึ่งมีทรวดทรงและชายจีวรยาวแบบลังกา แสดงให้เห็นว่าสร้างในสมัยพระเจ้าเลอไทยหรือลือไทย เมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๐
พระพุทธชินสีห์ พระพุทธชินราช มีลักษณะงดงามอย่างน่าพิศวง และนับถือกันว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏในประวัติศาสตร์ว่าสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในกรุงสยาม ได้เสด็จฯไปถวายนมัสกาหลายพระองค์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาป็นราชธานี กล่าวเฉพาะพระพุทธชินสีห์เมื่อเมื่ออัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่มุขหลังของพระอุโบสถวัดนี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ เมื่อทรงเสด็จมาผนวชอยู่ครองวัดนี้ ได้ทูลขอพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ อัญเชิญย้ายจากมุขหลังออกสถิตหน้าพระพุทธรูปองค์ใหญ่หรือพระโต เมื่อ พ.ศ.๒๓๘๐ ปิดทองก้าไหล่พระรัศมีฝั่งพระเนตรใหม่ และติดพระอุนาโลม ส่วนมุขหลังอัญเชิญพระไสยาสน์เข้าไว้แทน ต่อมาได้รื้อมุขหลัง น่าจะเพื่อขยายทักษิณพระเจดีย์ออกมาอีกชั้นหนึ่ง ส่วนพระไสยาสน์น่าจะคงยังอยู่หลังพระอุโบสถ ณ ที่ติดพระบาทจำลองในบัดนี้ ต่อมาได้อัญเชิญไปไว้ในวิหารพระศาสดาเมื่อทรงลาผนวชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ตรัสให้แผ่ทองคำทำพระรัศมีลงยาราชาวดีประดับพระรัศมีเดิมอีกชั้นหนึ่ง ถวายฉัตรตาด ๙ ชั้นถวายผ้าทรงสพักตาด ต้นไม้ทองเงิน เมื่อพ.ศ. ๒๓๙๔ โปรดหล่อ ด้วยทองสัมฤทธิ์ปิดทองใหม่ มีการสมโภช เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๘ ทรงสมโภชอีกและถวายพระธำมรงค์หยกสวมนิ้วพระอังคุฐซ้าย ( แหวนที่นิ้วหัวแม่มือซ้าย) เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๙ ในรัชการที่ ๕ก็ได้ทรงปิดทองและโปรดให้มีการสมโภช พร้อมด้วยการฉลองพระอารามที่ทรงปฎิสังขรณ์ใหม่ และทรงสร้างเพิ่มเติมเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๔ พระพุทธชินสีห์ มีพระอัครสาวกยืนคู่หนึ่ง สันนิษฐานว่าสร้างภายหลัง