“ตื่นตากับอาณาจักรป่าพรุดึกดำบรรพ์บนสะพานไม้ศึกษาธรรมชาติ ชมรากค้ำยันและลำธารสีน้ำชา พร้อมเรียนรู้ระบบนิเวศดินอินทรีย์ที่ทับถมนับพันปี”
ศูนย์วิจัยและศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธร ป่าพรุโต๊ะแดง (Sirindhorn Peat Swamp Forest Research and Nature Study Center To Daeng Peat Swamp Forest) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ป่าพรุโต๊ะแดง เป็นผืนป่าพรุที่มีขนาดใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 120,000 ไร่ ในเขตอำเภอสุไหงโก-ลก ตากใบ และแว้ง จังหวัดนราธิวาส นับเป็นหนึ่งในระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในเชิงนิเวศวิทยา ป่าพรุแห่งนี้เปรียบเสมือน “ฟองน้ำธรรมชาติ” ขนาดใหญ่ ทำหน้าที่กักเก็บน้ำในฤดูฝนเพื่อลดความรุนแรงของอุทกภัย และค่อย ๆ ปล่อยน้ำในฤดูแล้งเพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้พื้นที่โดยรอบ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากการย่อยสลายซากพืชในสภาพน้ำขังเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ทำให้เกิดการสะสมตัวของดินอินทรีย์หรือ “ดินพรุ” ที่มีความหนาตั้งแต่ 0.5–5 เมตร ซึ่งเก็บบันทึกประวัติศาสตร์ธรรมชาตินับพันปี
ความโดดเด่นของป่าพรุสิรินธรคือการปรับตัวของพรรณไม้ให้เข้ากับสภาพดินที่มีความเป็นกรดและขาดออกซิเจน พืชจำนวนมากพัฒนา “รากค้ำยัน” เพื่อพยุงลำต้น และ “รากหายใจ” ที่โผล่พ้นผิวน้ำเพื่อรับอากาศ พรรณไม้สำคัญ ได้แก่ ปาล์มสาคู หวายน้ำ และพืชท้องถิ่นอย่าง “หลุมพี” รวมถึงบัวแดงและพืชริมน้ำอื่น ๆ ที่ขึ้นตามลำธารสีน้ำตาลเข้มจากสารแทนนินที่ละลายจากซากพืช จนเกิดเป็น “น้ำแดง” อันเป็นที่มาของชื่อป่าพรุโต๊ะแดง
ด้านสัตว์ป่า พื้นที่แห่งนี้เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์หายากระดับโลก โดยเฉพาะ แมวป่าหัวแบน (Flat-headed Cat) ซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่อาศัยในพื้นที่ชุ่มน้ำ นอกจากนี้ยังพบนกมากกว่า 200 ชนิด และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น ค่างดำ และนากใหญ่ขนเรียบ
กิจกรรมหลักที่นักท่องเที่ยวนิยมคือการเดินบนสะพานไม้ศึกษาธรรมชาติความยาวประมาณ 1,200 เมตร ซึ่งพาดผ่านเข้าสู่ใจกลางป่าพรุ ทำให้สามารถชมโครงสร้างป่าในแต่ละระดับชั้นได้อย่างใกล้ชิด พร้อมหอชมวิวที่สามารถมองเห็นผืนป่ากว้างไกลสุดสายตา การมาเยือนที่นี่จึงเปรียบเสมือนการเข้าสู่ห้องเรียนธรรมชาติกลางแจ้งที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง
วิธีการเดินทาง
- รถยนต์ส่วนตัว: จากตัวเมืองนราธิวาส ใช้ทางหลวงหมายเลข 4084 มุ่งหน้าสู่อำเภอตากใบ จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 4057 (ตากใบ–สุไหงโก-ลก) ประมาณ 5 กิโลเมตร จะพบป้ายทางเข้าศูนย์ฯ ทางซ้ายมือ ขับเข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตรถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
- รถสาธารณะ: ใช้รถตู้สาย นราธิวาส–สุไหงโก-ลก ลงที่ปากทางป่าพรุโต๊ะแดง แล้วต่อรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้าไปยังศูนย์ฯ
คำแนะนำ
- ควรมาในช่วงเช้า (08:00–09:30 น.) หรือช่วงบ่ายแก่ ๆ เพื่ออากาศที่ไม่ร้อนจัด และมีโอกาสพบสัตว์ป่ามากขึ้น
- สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และรองเท้าที่เหมาะกับการเดินบนสะพานไม้ พร้อมเตรียมอุปกรณ์ป้องกันยุง
- ห้ามสูบบุหรี่หรือก่อไฟในพื้นที่โดยเด็ดขาด เนื่องจากดินพรุเป็นเชื้อเพลิงธรรมชาติ หากเกิดไฟไหม้จะลุกลามใต้ดินและควบคุมได้ยาก
- สามารถวางแผนเที่ยวต่อไปยัง ด่านชายแดนสุไหงโก-ลก หรือเดินทางไปยัง สถานีรถไฟสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานีปลายทางสายใต้
ค่าเข้าชม:
- ไม่มีค่าเข้าชม (เปิดให้เข้าศึกษาธรรมชาติฟรี ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)
เวลาเปิด-ปิด:
- เปิดทุกวัน เวลา 08:00 – 16:00 น.