“อาคารสีแดงและไม้กางเขนขาวบนยอดหลังคาที่เป็นเอกลักษณ์ ภายในตกแต่งด้วยไม้สักและแผ่นทองเหลืองเก่าแก่ ถือเป็นสถาปัตยกรรมโบสถ์ดัตช์ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
โบสถ์คริสต์มะละกา สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1753 โดยชาวดัตช์ เพื่อเฉลิมฉลองการยึดครองเมืองมะละกาได้ครบ 100 ปีในยุคอาณานิคม เดิมทีเป็นโบสถ์นิกายโปรเตสแตนต์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโบสถ์แองกลิกันหลังจากอังกฤษเข้าปกครองมาเลเซียในศตวรรษที่ 19
อาคารแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมสไตล์ดัตช์ที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงสร้างของโบสถ์ก่ออิฐหนาและทาด้วยปูนสีแดงเข้ม หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ภายในประดับด้วยไม้สักแกะสลักอย่างประณีต โดยเฉพาะเพดานไม้ที่ยาวต่อเนื่องโดยไม่มีคานรองรับกลางห้อง ซึ่งสะท้อนถึงฝีมือการก่อสร้างระดับสูงของยุคนั้น
พื้นของโบสถ์ปูด้วยหินแผ่นที่นำมาจากสุสานเก่าชาวดัตช์ ซึ่งสลักชื่อและปีที่เสียชีวิตไว้บนแผ่นหินแต่ละก้อน ทำให้ภายในโบสถ์มีบรรยากาศเงียบสงบและเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีไม้กางเขนโบราณและแท่นเทศน์เดิมที่ยังคงรักษาไว้ให้ผู้เยี่ยมชมได้เห็นในสภาพเกือบสมบูรณ์
บริเวณโดยรอบโบสถ์คือ “จัตุรัสดัตช์” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Red Square” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยอาคารสไตล์ยุโรปสีแดง เช่น สตัดธูส (Stadthuys) ซึ่งเคยเป็นที่ทำการของผู้ว่าการดัตช์ ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์มะละกา นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่น ถ่ายภาพ หรือแวะร้านขายของที่ระลึกและคาเฟ่เล็ก ๆ ที่เรียงรายอยู่รอบ ๆ ได้อย่างเพลิดเพลิน
ในยามเย็น บรรยากาศรอบโบสถ์จะคึกคักด้วยเสียงดนตรีและตลาดกลางคืนจากถนน Jonker Street ที่อยู่ใกล้กัน ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสกลิ่นอายของเมืองเก่ามะละกาที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมยุโรปและเอเชียได้อย่างลงตัว
ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และความสวยงามของสถาปัตยกรรม โบสถ์คริสต์มะละกา จึงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมืองมะละกา ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008
วิธีการเดินทาง
- จากกรุงกัวลาลัมเปอร์ สามารถนั่งรถบัสจากสถานี Terminal Bersepadu Selatan (TBS) มายังเมืองมะละกา ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นนั่งแท็กซี่หรือรถสามล้อถีบ (Trishaw) ต่อมายังโบสถ์ได้ภายใน 10 นาที หากพักอยู่ในเขตเมืองเก่ามะละกา สามารถเดินถึงโบสถ์ได้สะดวกเพราะอยู่ใจกลางย่านประวัติศาสตร์
คำแนะนำ
- ควรมาช่วงเช้าเพื่อถ่ายภาพในแสงธรรมชาติที่สวยที่สุด
- หลีกเลี่ยงช่วงเที่ยงซึ่งอากาศร้อนมาก แนะนำให้พกหมวกหรือร่มติดตัว
- หากมาตอนเย็นสามารถเดินต่อไปยังตลาด Jonker Street ซึ่งมีอาหารพื้นเมือง ของฝาก และการแสดงดนตรีพื้นบ้านสุดคึกคัก
ค่าเข้าชม:
- เข้าชมฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย
วันเปิดปิดทำการ:
- เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 09:00 - 16:00 น.