“สัมผัสวิถีเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งการจัดสรรที่ดิน และชมงานหัตถกรรมป่านศรนารายณ์อันเลื่องชื่อระดับโอทอป 5 ดาว”
ศูนย์เรียนรู้โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง (Hup Kapong Royal Project Learning Center) เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์และศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นตามพระราชประสงค์แห่งแรกของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อมอบความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ยากไร้และสร้างต้นแบบการพัฒนาพื้นที่แห้งแล้งให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่ยั่งยืน
โครงการหุบกะพงถือเป็นศูนย์เรียนรู้การเกษตรที่ครบวงจร นักท่องเที่ยวสามารถศึกษาวิธี การจัดการดินและการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงแนวทาง เกษตรทฤษฎีใหม่ ที่กลายเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีแปลงสาธิตพืชผักและผลไม้ท้องถิ่นที่จัดแสดงอย่างเป็นระเบียบและสวยงาม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้พร้อมชมวิวทิวทัศน์ของหุบเขา
หนึ่งในไฮไลต์ที่โดดเด่นคือ งานหัตถกรรมป่านศรนารายณ์ ซึ่งพระราชทานให้เป็นอาชีพเสริมแก่สตรีในชุมชน หมู่บ้านหุบกะพงใช้พืชท้องถิ่นที่ทนแล้งมาถักทอเป็นกระเป๋า รองเท้า หมวก และของใช้ที่มีดีไซน์ทันสมัยและทนทาน นอกจากนี้ยังมีโซน “สหรัฐไทยโคลอนี” ที่สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างไทยและอิสราเอลในอดีตเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรในพื้นที่แห้งแล้ง ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและทรงคุณค่าทั้งด้านประวัติศาสตร์และการศึกษา
บรรยากาศโดยรอบของหุบกะพงเต็มไปด้วย วิถีชีวิตเกษตรกรที่เรียบง่ายและอบอุ่น นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมหมู่บ้านสหกรณ์ที่จัดผังอย่างเป็นระเบียบ ลองสัมผัสการใช้ชีวิตประจำวันของชาวบ้าน และเพลิดเพลินกับอากาศสดชื่นในช่วงเช้าและเย็น ทำให้การมาเยือนที่นี่ให้ทั้งความรู้และความสงบใจ เหมาะสำหรับการพาทัศนศึกษาหมู่คณะ หรือการพาครอบครัวมารู้จักแนวคิดความพอเพียง
สำหรับสายช้อปปิ้งและผู้รักงานศิลปะ หุบกะพงเป็นแหล่งรวมสินค้า โอทอปคุณภาพเยี่ยม ที่ผลิตโดยชาวบ้านโดยตรง เช่น กระเป๋า หมวก รองเท้า และผลิตภัณฑ์หัตถกรรมป่านศรนารายณ์ที่มีความสวยงามและใช้งานได้จริง นอกจากนี้ยังมี ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป เช่น หน่อไม้ฝรั่ง พืชผักปลอดสารพิษ และของฝากท้องถิ่นอีกมากมาย ให้ผู้มาเยือนเลือกซื้อกลับบ้าน พร้อมถ่ายรูปคู่กับวิถีชีวิตชุมชนที่อบอุ่นและจริงใจ
หุบกะพงไม่เพียงแต่เป็นแหล่งเรียนรู้และชุมชนเกษตรกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็น สัญลักษณ์แห่งพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 และแสดงถึงความสำเร็จของภูมิปัญญาไทยในการพัฒนาที่ดินและชุมชน การมาเยือนที่นี่ทำให้ผู้คนเข้าใจความหมายของคำว่า “พอเพียง” อย่างลึกซึ้ง พร้อมได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติ วิถีชีวิตท้องถิ่น และงานหัตถกรรมที่ถักทอด้วยหัวใจ
วิธีการเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว:
- จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าชะอำ เมื่อถึงช่วงกิโลเมตรที่ 195 (บริเวณแยกหุบกะพง) ให้เลี้ยวขวาตามป้ายบอกทางเข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร
รถตู้สาธารณะ:
- สายกรุงเทพฯ-หัวหิน หรือ กรุงเทพฯ-ชะอำ แจ้งลงที่แยกหุบกะพง แล้วต่อรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้าไปยังโครงการ
รถประจำทางท้องถิ่น:
- สามารถเช่าเหมารถสองแถวจากตัวเมืองชะอำเพื่อเดินทางมาศึกษาดูงานที่โครงการได้อย่างสะดวก
คำแนะนำ
-
ช่วงเวลาที่แนะนำคือเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ เนื่องจากอากาศไม่ร้อนจัดจนเกินไปสำหรับการเดินกลางแจ้ง
-
ควรเตรียมหมวก แว่นกันแดด หรือร่มติดตัวมาด้วยเนื่องจากสถานที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เปิดโล่งและมีแสงแดดจ้า
-
กล้องถ่ายรูปเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และแนะนำให้แต่งกายโทนสีขาวหรือสีเข้มเพื่อตัดกับสีเขียวของแปลงเกษตรจะทำให้ภาพดูโดดเด่น
-
ภายในมีร้านสินค้าชุมชนและเครื่องดื่มให้บริการ แนะนำให้ลองอุดหนุนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากชาวบ้านระหว่างพักจากการเยี่ยมชม
-
ควรวางแผนการเข้าชมในช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายแก่ๆ เพื่อเลี่ยงแสงแดดที่ร้อนแรงในช่วงเที่ยงวัน
ค่าเข้าชม
-
ชาวไทย: เข้าชมฟรี
-
ชาวต่างชาติ: เข้าชมฟรี
เวลาทำการ:
-
เปิดให้บริการทุกวัน: 08:30 – 16:30 น.
-
สำหรับหมู่คณะที่ต้องการวิทยากรบรรยาย ควรติดต่อประสานงานล่วงหน้าในวันและเวลาราชการ