“เขื่อนหินถมขนาดใหญ่ วิวอ่างเก็บน้ำกว้างสุดสายตา พร้อมสันเขื่อน สวนเวลานุสรณ์ และนาฬิกาแดด”
เขื่อนศรีนครินทร์ (Srinakarin Dam) เดิมมีชื่อว่า "เขื่อนเจ้าเณร" เป็นเขื่อนประเภท หินถมแกนดินเหนียว (Earth Core Rockfill Dam) ที่สร้างกั้นลำน้ำแควใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี ภายใต้การดำเนินงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อใช้ประโยชน์ด้านการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การชลประทาน การบรรเทาอุทกภัย และการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันตก
ตัวเขื่อนมีความสูงประมาณ 140 เมตร และยาวกว่า 600 เมตร นับเป็นหนึ่งในเขื่อนหินถมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ก่อให้เกิด อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ทอดตัวผ่านแนวเทือกเขาหลายลูก กลายเป็นภูมิทัศน์ที่โดดเด่นของอำเภอศรีสวัสดิ์และจังหวัดกาญจนบุรี นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นภาพของผืนน้ำสีฟ้ากว้างไกลตัดกับแนวภูเขาสีเขียวได้ตลอดทั้งปี
บริเวณ สันเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเดินเล่น ชมวิว และถ่ายภาพ โดยฝั่งหนึ่งสามารถมองเห็นอ่างเก็บน้ำขนาดมหึมา ส่วนอีกฝั่งสามารถมองเห็นลำน้ำแควใหญ่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ และภูมิประเทศเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน ในช่วงฤดูหนาวและฤดูฝน บางวันจะสามารถชมทะเลหมอกบางๆ ลอยเหนือผิวน้ำในยามเช้า เพิ่มความสวยงามให้กับทัศนียภาพโดยรอบ
อีกหนึ่งจุดเด่นที่ไม่ควรพลาดคือ สวนเวลานุสรณ์ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ภายในพื้นที่เขื่อนที่ได้รับการจัดภูมิทัศน์อย่างสวยงาม ร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาชนิด ไฮไลท์สำคัญคือ นาฬิกาแดดจำลองขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ผู้ทรงเป็นที่มาของชื่อเขื่อน นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่น พักผ่อน และเรียนรู้หลักการทำงานของนาฬิกาแดดไปพร้อมกัน
พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำยังได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะ ศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางน้ำของศรีสวัสดิ์ โดยมีรีสอร์ทแพพัก แพลาก แพลอยน้ำ และที่พักริมอ่างเก็บน้ำจำนวนมาก กระจายตัวอยู่ตามแนวชายฝั่ง นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมยอดนิยม เช่น ล่องแพเปียก พายเรือคายัก เล่นสไลเดอร์น้ำ กระโดดน้ำจากแพ พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และล่องเรือชมทัศนียภาพของอ่างเก็บน้ำ ได้ตลอดทั้งปี
นอกจากนี้ เขื่อนศรีนครินทร์ยังเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญสู่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดกาญจนบุรี เช่น อุทยานแห่งชาติเอราวัณ, น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น, อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์, ถ้ำพระธาตุ และ สะพานแขวนวัดท่ากระดาน ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนท่องเที่ยวแบบค้างคืนหรือแบบหลายวันได้อย่างสะดวก
ช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ฤดูหนาว (พฤศจิกายน–กุมภาพันธ์) ซึ่งอากาศเย็นสบาย เหมาะสำหรับการพักผ่อนริมอ่างเก็บน้ำและชมพระอาทิตย์ขึ้น-ตกเหนือแนวภูเขา ขณะที่ฤดูฝนจะเผยให้เห็นความเขียวชอุ่มของผืนป่าและระดับน้ำที่เต็มอ่าง สร้างบรรยากาศสดชื่นสวยงามแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล
ด้วยความโดดเด่นทั้งด้านวิศวกรรม พลังงาน ธรรมชาติ และการท่องเที่ยว เขื่อนศรีนครินทร์ จึงเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดกาญจนบุรีที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นสายถ่ายภาพ สายธรรมชาติ สายพักผ่อน หรือผู้ที่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศไทย
วิธีการเดินทาง
- จากตัวเมืองกาญจนบุรี ใช้ ทางหลวงหมายเลข 3199 (กาญจนบุรี–ศรีสวัสดิ์) มุ่งหน้าไปทางอำเภอศรีสวัสดิ์ ระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร จะพบป้ายทางเข้าเขื่อนศรีนครินทร์อย่างชัดเจนตลอดเส้นทาง ถนนเป็นทางลาดยางคุณภาพดี รถยนต์ทุกประเภทสามารถเดินทางได้สะดวก ใช้เวลาประมาณ 1–1.30 ชั่วโมง จากตัวเมืองกาญจนบุรี
คำแนะนำ
- ช่วงเช้าเวลา 06.30–08.30 น. เป็นเวลาที่อากาศดีที่สุดและมีโอกาสเห็นหมอกบางเหนือผิวน้ำ
- ช่วงเย็นเวลา 16.30–18.00 น. เหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ตกและถ่ายภาพวิวสันเขื่อน
- ควรพกหมวก แว่นกันแดด และน้ำดื่ม หากเดินชมวิวบนสันเขื่อนในช่วงกลางวัน
- สามารถวางแผนพักรีสอร์ทแพบริเวณอ่างเก็บน้ำเพื่อสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนได้อย่างเต็มที่
- ควรเผื่อเวลาเที่ยวสถานที่ใกล้เคียง เช่น น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น และอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ในทริปเดียวกัน
ค่าเข้าชม:
- ฟรี (ไม่มีค่าเข้าสถานที่สำหรับการเข้าชมบริเวณสันเขื่อนศรีนครินทร์ สวนเวลานุสรณ์ และพื้นที่ท่องเที่ยวภายในเขื่อน)
เวลาเปิด–ปิด:
- เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 06.00 – 18.00 น.
หมายเหตุ: เวลาเปิด–ปิดอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามมาตรการด้านความปลอดภัยหรือประกาศของหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนเดินทางทุกครั้ง
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 8 รายการ)รีวิวเมื่อ 3 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 3 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 3 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 3 ก.ค. 53
การก่อสร้างและติดตั้ง
การก่อสร้างและติดตั้งระยะแรก (เครื่องที่ 1-2-3) สำหรับการเตรียมการก่อสร้างเขื่อนนั้น ได้เจาะอุโมงค์น้ำตามแนว อุโมงค์ผันน้ำ ที่ได้ออกแบบไว้เพื่อการศึกษาทางด้านธรณีวิทยาเพิ่มเติม และเพื่อทำการอัดฉีดน้ำปูนป้องกันการรั่วซึม ในเรื่องของการก่อสร้างตัวเขื่อนนั้น ได้เริ่มจากงานฐานราก ขุดลอกดิน และผิวหน้าออก อัดฉีดน้ำปูนเพื่อป้องกันการรั่วซึม จากนั้นก็ได้เริ่มงานถมดินและบดอัดดินเหนียว ในส่วนที่เป็นแกนเขื่อน ถมกรวดทรายที่เป็นผนังติดกับแกนเขื่อน และถมหิน การก่อสร้างได้เริ่มไปพร้อมๆกันจนตัวเขื่อนแล้วเสร็จเมื่อเดือนพฤษภาคม
พ.ศ.2521ต่อจากนั้นก็เริ่มดำเนินงานติดตั้งอุปกรณ์เครื่องกลไฟฟ้า ซึ่งได้แก่ปั้นจั่นประจำโรงไฟฟ้า เครื่องกังหันน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า อุปกรณ์ภายในโรงไฟฟ้าและลานไกไฟฟ้า ด้านอ่างเก็บน้ำ ได้เริ่มทำการกักเก็บน้ำเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา
รีวิวเมื่อ 3 ก.ค. 53
โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนศรีนครินทร์
โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ตั้งอยู่บนแม่น้ำแควใหญ่ ที่บ้านเจ้าเณรตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้ศึกษา และสำรวจอย่างจริงจัง ตั้งแต่ พ.ศ. 2508 และเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2516 จนกระทั้งแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2523 และใช้ประโยชน์อยู่ใน ปัจจุบันนี้การก่อสร้างในระยะแรกนั้น ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพียง 3 เครื่องขนาดกำลังผลิตเครื่องละ 120,000 กิโลวัตต์ การก่อสร้างระยะที่ 2 กฟผ.ได้ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำ ระบบสูบน้ำกลับได้ขนาดกำลังผลิตเครื่องละ 180,000 กิโลวัตต์ อีก 2 เครื่องเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ โดยเครื่องที่ 4 ติดตั้งแล้วเสร็จและจ่ายไฟฟ้าได้ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2528 และเครื่องที่5 ติดตั้งแล้วเสร็จและจ่ายไฟฟ้าได้ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2534 ซึ่งทำให้เขื่อนศรีนครินทร์มีกำลังผลิตรวมทั้งสิ้น 320,000 กิโลวัตต์นับเป็นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่มีกำลังผลิตสูงที่สุดในประเทศไทย
รีวิวเมื่อ 3 ก.ค. 53
ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2525 เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ 4 และ 5 ซึ่งมีกำลังผลิตเครื่องละ 180,000 กิโลวัตต์ รวมกำลังผลิตไฟฟ้า 360,000 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณปีละ 222 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ได้เริ่มก่อสร้างและติดตั้งเพิ่มเข้าไป ทำให้มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งหมด 5 เครื่อง มีกำลังผลิตรวม 720,000 กิโลวัตต์
รีวิวเมื่อ 3 ก.ค. 53
การศึกษาโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแควใหญ่เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2448 แต่ยังไม่ละเอียดนัก ในปี พ.ศ. 2508 กฟผ. ได้ทำการศึกษารายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแควใหญ่ และได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจตามลำน้ำแควใหญ่ เพื่อหาข้อมูลมาประกอบการพิจารณาที่ตั้งเขื่อน ได้เห็นว่าบริเวณบ้านเจ้าเณร เป็นที่ที่เหมาะสมอีกแห่งหนึ่ง และในปี พ.ศ. 2509 นี้เอง กฟผ. ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปดำเนินงานภาคสนาม ในปี พ.ศ. 2510 ได้สำรวจเพื่อหาข้อมูลในด้านต่างๆ เช่น การทำแผนที่ภูมิประเทศ งานสำรวจทางธรณีวิทยา เก็บข้อมูลทางอุทกวิทยา และสำรวจแหล่งวัสดุ ฯลฯ เป็นต้น การเลือกที่ตั้งเขื่อนบนลำน้ำแควใหญ่นั้น พิจารณาเห็นว่าที่บ้านเจ้าเณรเหมาะสมที่สุด
รีวิวเมื่อ 3 ก.ค. 53