“แลนด์มาร์คชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุดในไทย โดดเด่นด้วยหน้าผาสูง ต้นตาลคู่เอกลักษณ์ และทัศนียภาพทะเลอันดามันแบบพาโนรามาที่สะกดสายตานักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกอย่างแท้จริง”
แหลมพรหมเทพ (Promthep Cape) เปรียบเสมือนอัญมณีเม็ดงามทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ตอนใต้สุดของเกาะภูเก็ต คำว่า "พรหม" มีที่มาจากชื่อของพระพรหมอันเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และสร้างสรรค์ ส่วนคำว่า "เทพ" หมายถึงเทวดาหรือพระเจ้า เมื่อรวมกันจึงมีความหมายสื่อถึง "แหลมแห่งพระเจ้า" ในเชิงธรณีวิทยา แหลมแห่งนี้ประกอบด้วยหน้าผาหินแปรที่แข็งแกร่งทนทานต่อการกัดเซาะของคลื่นลมจากทะเลอันดามันมาอย่างยาวนาน เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดคือทิวต้นตาลที่เอนลู่ไปตามทิศทางลมมุ่งหน้าสู่ทะเล ซึ่งกลายเป็นภาพจำและสัญลักษณ์สำคัญของการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตที่ทั่วโลกรู้จัก ในอดีตแหลมแห่งนี้ยังเป็นจุดสังเกตการณ์เดินเรือที่สำคัญในการเข้าสู่ช่องแคบมะละกา จนนำไปสู่การสร้างประพาสกาญจนาภิเษกในปี พ.ศ. 2539 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี
พื้นที่ของแหลมพรหมเทพถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ส่วนบนจะเป็นลานชมทิวทัศน์กว้างขวางซึ่งเป็นที่ตั้งของประพาสกาญจนาภิเษกและศาลพระพรหมที่ห้อมล้อมด้วยรูปปั้นช้างไม้แกะสลักนับพันตัวที่ชาวบ้านนำมาถวายเพื่อแก้บน ภายในประพาสฯ มีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการเดินเรือและแสงไฟส่องสว่างซึ่งสามารถมองเห็นได้ไกลถึง 39 กิโลเมตร ส่วนในระดับล่างสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักการผจญภัยจะมีเส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติเลาะเลียบไปตามไหล่เขาเพื่อลงไปยัง "ปลายแหลม" ซึ่งเป็นจุดที่เกาะสิ้นสุดลงจริงๆ ณ จุดนี้คุณจะได้สัมผัสกับละอองคลื่นที่ซัดสาดเข้าหาโขดหินอย่างใกล้ชิด พร้อมทัศนียภาพของ "เกาะแก้วใหญ่" ที่อยู่เบื้องหน้าซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ทุ่งหญ้าสีทองบนเนินเขาจะตัดกับสีน้ำเงินเข้มของทะเลอันดามัน เกิดเป็นทัศนียภาพที่สวยงามระดับโลกที่หาดูได้ยากจากที่อื่นใดในประเทศไทย
วิธีการเดินทาง
- อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 25 กิโลเมตร ใช้ถนนวิเศษผ่านหาดราไวย์แล้วขับขึ้นเขาตามป้ายบอกทางแหลมพรหมเทพ มีที่จอดรถกว้างขวางให้บริการด้านบน
คำแนะนำ
- ควรไปถึงก่อนพระอาทิตย์ตกอย่างน้อย 30–60 นาที เพื่อหามุมถ่ายรูปดี ๆ
- ช่วงเย็นคนค่อนข้างเยอะ แนะนำหลีกเลี่ยงวันหยุดถ้าไม่อยากแออัด
- พกน้ำดื่มและพัดลมมือถือ เพราะอากาศค่อนข้างร้อนและไม่มีร่มเงามาก
- ระวังพื้นหินและทางลาดถ้าจะเดินลงไปปลายแหลม ควรใส่รองเท้ากันลื่น
ค่าเข้าชม:
- ฟรีไม่มีค่าเข้าชม
เวลาเปิดปิดทำการ:
- เปิด 24 ชั่วโมง (ช่วงเวลาแนะนำคือ 17:30 – 18:45 น. เพื่อรอชมพระอาทิตย์ตก)
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 16 รายการ)รีวิวเมื่อ 28 ก.ค. 55
รีวิวเมื่อ 23 ก.ค. 55
รีวิวเมื่อ 15 ก.ค. 55
รีวิวเมื่อ 15 ก.ค. 55
รีวิวเมื่อ 25 ก.พ. 54
รีวิวเมื่อ 14 พ.ย. 53
รีวิวเมื่อ 14 พ.ย. 53
รีวิวเมื่อ 14 พ.ย. 53
รีวิวเมื่อ 16 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 16 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 16 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 15 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 15 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 10 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 10 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 10 ก.ค. 53
ประภาคารกาญจนาภิเษก เป็นประภาคารที่ชาวภูเก็ตและกองทัพเรือร่วมกันสร้างถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในปีกาญจนาภิเษก พ.ศ. 2539 มีความสูง 50 เมตร หมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 ปี เส้นผ่าศูนย์กลางฐานกว้าง 9 เมตร หมายถึงรัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี แสงไฟของประภาคารมองเห็นได้ไกล 39 กิโลเมตร ซึ่งก็หมายถึงปีกาญจนาภิเษก พ.ศ. 2539 โดยเหนือทางเข้าด้านหน้ามีตราสัญลักษณ์ปีกาญจนาภิเษก ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ส่วนด้านข้างตราสัญลักษณ์ประดับธงชาติ
สำหรับยอดของประภาคารแห่งนี้ มีการออกแบบ โดยการนำลักษณะสำคัญของตราสัญลักษณ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี มาประดิษฐานไว้ ประกอบด้วย
พานเครื่องสูง 2 ชั้น เป็นที่ตั้งดวงประทีป หรือตะเกียงประภาคารที่ส่องสว่างรอบทิศเปรียบประดุจพระบารมีขององค์พระมหากษัตริย์อันแผ่ไพศาลทั่วแผ่นดิน ตะเกียงประภาคารอยู่ภายใต้เศวตฉัตร 9 ชั้น