“ประดิษฐานหลวงพ่อโตปางเทศนาธรรมและหลวงพ่อโสธรองค์ใหญ่ที่สุดในไทย ตั้งตระหง่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมบรรยากาศร่มรื่น มีเขตอภัยทานริมน้ำและตลาดพื้นบ้านให้เดินเลือกชมชิมสินค้าท้องถิ่นอย่างเพลิดเพลิน”
วัดโบสถ์ (Wat Bot) เป็นวัดเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ที่มีประวัติความเป็นมาย้อนกลับไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเชื่อกันว่าสร้างขึ้นโดยชาวมอญที่อพยพมาจากเมืองหงสาวดีและเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมวัดมีชื่อว่า “วัดสร้อยนางหงส์” ซึ่งสะท้อนถึงอัตลักษณ์ของชุมชนมอญที่มีความผูกพันกับพื้นที่สามโคกมาอย่างยาวนาน ภายหลังวัดได้รับการบูรณะและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัดปทุมธานี ทั้งในด้านศาสนา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว
จุดเด่นสำคัญที่สุดของวัดคือรูปเหมือนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) หรือ “หลวงพ่อโต” ขนาดใหญ่สีทองอร่ามที่ประดิษฐานอยู่กลางลานวัด มองเห็นได้อย่างโดดเด่นจากระยะไกล องค์พระอยู่ในปางเทศนาธรรม มีความสูงประมาณ 28 เมตร และได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในรูปเหมือนสมเด็จโตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทำให้มีพุทธศาสนิกชนจากทั่วประเทศเดินทางมากราบไหว้ ขอพรเรื่องโชคลาภ การงาน และความเป็นสิริมงคลอยู่ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
ภายในบริเวณวัดยังประดิษฐาน “หลวงพ่อโสธร” องค์จำลองขนาดใหญ่ที่มีความงดงามโดดเด่นด้วยสีทองเหลืองอร่าม ตั้งอยู่บริเวณลานกว้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ของวัด นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปสำคัญอีกหลายองค์ เช่น “หลวงพ่อเหลือ” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของชาวปทุมธานี ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่รอดพ้นจากการถูกทำลาย จนกลายเป็นที่มาของชื่อ “หลวงพ่อเหลือ” และได้รับความเคารพศรัทธาจากประชาชนจำนวนมาก
บรรยากาศภายในวัดมีความร่มรื่นและสงบ ด้วยทำเลที่ตั้งติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้มีลมพัดเย็นตลอดทั้งวัน บริเวณท่าน้ำของวัดเป็นเขตอภัยทานที่มีปลาน้ำจืดจำนวนมากอาศัยอยู่ นักท่องเที่ยวและผู้ที่มาทำบุญนิยมซื้ออาหารปลาเพื่อทำทานและพักผ่อนชมวิวริมแม่น้ำ กิจกรรมนี้กลายเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญของวัด เพราะสามารถสัมผัสวิถีชีวิตริมน้ำแบบดั้งเดิมของชุมชนสามโคกได้อย่างใกล้ชิด
นอกจากความโดดเด่นด้านศาสนาแล้ว วัดโบสถ์ยังถือเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของชุมชนชาวมอญในจังหวัดปทุมธานี ภายในวัดยังคงปรากฏศิลปกรรมและวัตถุโบราณที่สะท้อนอิทธิพลของวัฒนธรรมมอญ เช่น เสาหงส์ เครื่องประดับแบบรามัญ และสถาปัตยกรรมบางส่วนที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ นอกจากนี้บริเวณโดยรอบวัดยังมีตลาดพื้นบ้านและร้านค้าชุมชนจำหน่ายอาหารพื้นเมือง ขนมไทย และสินค้าโอทอป ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสทั้งวิถีชีวิต ศรัทธา และวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ในสถานที่เดียว วัดแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดปทุมธานีอีกด้วย
วิธีการเดินทาง
-
รถยนต์ส่วนตัว: ใช้เส้นทางทางด่วนอุดรรัถยา ลงด่านเชียงราก หรือใช้ถนนสาย 347 (ปทุมธานี-บางปะหัน) เลี้ยวเข้าสู่ถนนหมายเลข 3309 มุ่งหน้าอำเภอสามโคก มีป้ายบอกทางตลอดสาย
-
รถสาหร่าย: สามารถต่อรถสองแถวจากตัวเมืองปทุมธานี สายที่ผ่านอำเภอสามโคก
คำแนะนำ
- ควรมาเที่ยวช่วงเช้าหรือเย็นเพื่ออากาศที่ไม่ร้อนมาก
- แต่งกายสุภาพเพื่อความเหมาะสมในการเข้าวัด
- เตรียมอาหารปลาเล็กน้อยสำหรับทำบุญที่ท่าน้ำ
- วันหยุดนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ ควรมาก่อนเที่ยง
ค่าเข้าชม:
- ไม่มีค่าเข้าชม (เข้าฟรี)
เวลาเปิดปิดทำการ:
- เปิดทุกวัน เวลา 07:00 – 17:00 น.
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 17 รายการ)รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55
'นโม โพธิสตฺโต อาคนฺติมาย อิติภควา'
แปลว่า
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่เจ้าประคุณสมเด็จหลวงปู่ทวด ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้มีโชคซึ่งเข้ามาสถิตอยู่ในตัวของข้าพเจ้านี้
รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55
พระสีวลีเถระ เป็นพระมหาเถระที่มีประวัติค่อนข้างพิศดารกว่าพระมหาเถระองค์อื่นๆ ท่าต้องอยู่ในครรภ์พระมารดาถึง 7 ปีกับอีก 7 วัน พระมารดาคือพระนางสุปปะวาสนา ผู้เป็นราชบุตรีของเจ้าโกลิยะ
กุศลกรรมในอดีตที่ท่านเกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากาสี ผู้ครองกรุงพาราณสี ต่อมาถูกกองทัพพระเจ้าโกสล กรีฑาทัพมายึดกรุงและปลงพระชนมพระเจ้ากาสี ต่อมาพระโอรสได้รวบรวมกำลังผู้คนเป็นกองทัพเข้าปิดล้อมประตูใหญ่ 4 ด้านไว้ 7 ปี ผู้คนในกรุงยากลำบาก อดน้ำ อดอาหาร จึงพร้อมกันจับพระราชา พระเจ้าโกศสตัดเศียรมามาอกแก่พระกุมาร พระกุมารจึงได้เสวยราชสมบัติ จึงเป็นผลกรรมให้พระสีวลีเถระต้องหลงอยู่ในครรภ์มานับปี
ในอดีตชาติท่าได้เกิดเป็นกษัตริย์ครองนครหงสาวดี พระองค์ทรงปรารถนาในพระพุทธศาสนา อยู่ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้มีลาภ ทรงนิมนต์พระชินสีห์ พร้อมทั้งพระสาวกถวายอภีวาทพระศาสดาและรับภาระจัดเลี้ยงพระภิกษุ 500 รูปได้ถวายทานทุกๆ 7 วัน ในสถานที่ต่างๆกัน เช่น ใต้ต้นไทร บนภูเขา ริมฝั่งแม่น้ำ ในป่า จนสำเร็จอันเป็นภาระยิ่งใหญ่ให้สำเร็จได้ ด้วยกุศลกรรมนอดีตและปัจจุบัน ที่ท่านได้ถวายพระมหาทานแล้ว ทั้งปรารถนาในสมัยแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแต่งตั้งพระสีวลีเถระให้เป็นพระภีกษุผู้เป็นเลิศด้วยลาภ และเลิศด้วยยศทั้งหลายในพระศาสนา
รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 13 ส.ค. 55