“จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างสมัยอยุธยาตอนปลายที่สืบเนื่องมาจนถึงรัตนโกสินทร์ แสดงเรื่องราวพุทธประวัติและเทพชุมนุมที่มีความประณีตและอ่อนช้อยอย่างหาชมได้ยาก”
วัดธรรมโฆษก (Thammakhosok Temple) หรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากกันว่า “วัดโรงโค” เป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญยิ่งต่อประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของเมืองอุทัยธานี ชื่อเรียก “วัดโรงโค” สะท้อนบทบาทของพื้นที่แห่งนี้ในอดีตที่เคยเป็นจุดรวมฝูงโคจำนวนมาก ก่อนจะต้อนส่งไปจำหน่ายยังกรุงเทพฯ ทำให้วัดไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถาน หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนในยุคก่อน วัดแห่งนี้สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2325 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองเริ่มฟื้นตัวและมีการจัดระเบียบการปกครองอย่างจริงจัง จึงไม่น่าแปลกใจที่วัดจะถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญของเมือง
ในอดีต วัดธรรมโฆษกเคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา อันเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าราชการต้องถวายสัตย์ปฏิญาณความซื่อสัตย์ต่อบ้านเมืองและพระมหากษัตริย์ พิธีกรรมนี้สะท้อนบทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางอำนาจทางจิตวิญญาณและการปกครองของเมืองอุทัยธานี นอกจากนี้ วัดยังมีประวัติที่เข้มขลังและน่าเกรงขามจากการเคยเป็น “ลานประหารนักโทษ” ในสมัยโบราณ พื้นที่แห่งนี้จึงเป็นสถานที่ที่รวมทั้งศรัทธา ความศักดิ์สิทธิ์ และเงาของประวัติศาสตร์อันหนักแน่นไว้ในที่เดียว
หัวใจสำคัญที่ทำให้วัดธรรมโฆษกได้รับการยกย่องอย่างสูงคือ พระอุโบสถ ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมงานพุทธศิลป์ชั้นครูที่หาชมได้ยาก ภายในอุโบสถประดับด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนด้วยสีฝุ่นผสมกาวตามแบบแผนจิตรกรรมไทยประเพณี ถ่ายทอดเรื่องราวพุทธประวัติอย่างวิจิตรบรรจง ทั้งตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และตอนผจญมาร ภาพเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะเพื่อความงาม แต่ยังทำหน้าที่เป็นสื่อในการสั่งสอนธรรมะแก่พุทธศาสนิกชน ลายเส้นที่อ่อนช้อย สีสันที่กลมกลืน และการจัดองค์ประกอบอย่างประณีต แสดงถึงอิทธิพลของช่างหลวงจากกรุงรัตนโกสินทร์ที่ผสานกับฝีมือช่างพื้นถิ่นได้อย่างกลมกลืน จนได้รับการยกย่องว่าเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดอุทัยธานี
ผนังด้านบนของอุโบสถประดับด้วยภาพเทพชุมนุมสลับกับพัดยศ ซึ่งถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ สร้างบรรยากาศที่สง่างามและเปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมองโดยรอบจะรู้สึกราวกับถูกโอบล้อมด้วยโลกแห่งพุทธศิลป์ที่ยังมีชีวิต เป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้เข้าชมทั้งซาบซึ้งและสงบนิ่งไปพร้อมกัน
นอกจากพระอุโบสถแล้ว วิหารของวัดธรรมโฆษกก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน ตัววิหารสร้างยกพื้นสูงกว่าอุโบสถ ทำให้ดูสง่างามและโดดเด่นตั้งแต่แรกเห็น หน้าบันประดับลวดลายรูปช้างสามเศียรที่แกะสลักอย่างประณีต สื่อถึงความยิ่งใหญ่และความเป็นสิริมงคล ประตูวิหารเป็นไม้จำหลักลายดอกไม้ ลงสีแดงสดใส ตัดกับบรรยากาศเคร่งขรึมของศาสนสถานได้อย่างลงตัว ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณประมาณ 20 องค์ จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ให้ความรู้สึกสงบ เรียบง่าย และศักดิ์สิทธิ์ เหมาะแก่การเข้าไปกราบไหว้และนั่งสงบจิตใจ
รอบเขตพุทธาวาสยังปรากฏพระปรางค์และเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองในศิลปะรัตนโกสินทร์ตั้งเรียงราย เพิ่มบรรยากาศขรึมขลังและสะท้อนถึงความรุ่งเรืองของวัดในอดีต องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยเสริมให้วัดธรรมโฆษกเป็นพื้นที่ที่รวมศิลปกรรมหลายรูปแบบไว้ในบริเวณเดียวอย่างสมบูรณ์
แม้วัดจะตั้งอยู่ใกล้เขตตลาดและชุมชน แต่บรรยากาศภายในกลับสงบเงียบอย่างน่าประหลาด เมื่อก้าวเข้าสู่เขตวัดจะสัมผัสได้ถึงความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ ความเก่าแก่ของอาคารไม้ และกุฏิหลังเล็กๆ ที่ยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมเอาไว้ ทำให้ผู้มาเยือนได้ย้อนเวลาสัมผัสกลิ่นอายของอดีตอย่างชัดเจน วัดแห่งนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการมานั่งสงบ ชื่นชมศิลปะ และใคร่ครวญถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองอุทัยธานี
วัดธรรมโฆษกจึงเปรียบเสมือน “เพชรเม็ดงามทางศิลปกรรม” ที่ยังมีลมหายใจ เป็นสถานที่ซึ่งรวมทั้งศรัทธา ความงดงามทางศิลปะ และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ผู้มาเยือนจะไม่ได้เพียงชมวัด แต่จะได้สัมผัสจิตวิญญาณของเมืองอุทัยธานีที่สืบทอดต่อกันมายาวนานผ่านกาลเวลา
วิธีการเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว:
- ตั้งอยู่บนถนนณรงค์วิถี (หรือถนนศรีอุทัย) ในตัวเมืองอุทัยธานี ใกล้กับตลาดเทศบาลและวงเวียนหอนาฬิกา สามารถเดินทางมาได้สะดวก
รถรับจ้างท้องถิ่น:
- สามารถนั่งรถสามล้อปั่นจากตลาดริมน้ำสะแกกรังมาที่วัดได้ในเวลาไม่เกิน 5-10 นาที
คำแนะนำ
ช่วงเวลาที่เหมาะสม:
- แนะนำช่วงเช้า (08:00 - 10:00 น.) แสงสว่างธรรมชาติจะช่วยให้มองเห็นรายละเอียดของจิตรกรรมฝาผนังได้ชัดเจน
การแต่งกาย:
- โปรดแต่งกายสุภาพ (งดกางเกงขาสั้นเหนือเข่าหรือเสื้อแขนกุด) เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่สถานที่โบราณและพระอาราม
การเข้าชม:
- หากพระอุโบสถปิดอยู่ สามารถติดต่อสอบถามพระสงฆ์ในวัดเพื่อขอเข้าชมจิตรกรรมฝาผนังได้
จุดถ่ายภาพ:
- ซุ้มประตูแบบจีนทางเข้ากำแพงโบสถ์ และลวดลายปูนปั้นเรื่องรามเกียรติ์ที่กรอบหน้าต่างวิหาร
ค่าธรรมเนียมการเข้าชม
-
ชาวไทย: ฟรี
-
ชาวต่างชาติ: ฟรี
เวลาทำการ
-
เปิดให้เข้าชมทุกวัน: 08:00 – 16:30 น.
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 1 รายการ)รีวิวเมื่อ 5 ต.ค. 53
ครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปประกาศพระศาสนายังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ทรงขอประทับอยู่ในสำนักของอุรุเวลกัสสปะ ผู้เป็นหัวหน้าชฎิลซึ่งเป็นที่เลื่อมใสของมหาชนในแคว้นมคธ ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์นานับประการเพื่อให้อุรุเวลกัสสปะคลายความพยศลง พระองค์ทรงทำปาฏิหาริย์ห้ามน้ำที่ไหลบ่ามาจากทุกสารทิศมิให้เข้ามาในที่ประทับ และเสด็จจงกลมภายในวงล้อมที่มีน้ำเป็นกำแพง เหล่าชฎิลพายเรือมาดู เห็นเป็นอัศจรรย์ จึงยอมรับในพุทธานุภาพ และขออุปสมบทเป็นพระภิกษุ