“ศาลหลักเมืองจตุรมุขยอดปรางค์สง่างาม ประดิษฐานเสาหลักเมืองสองต้นคู่ศาลเจ้าพ่อสถาปัตยกรรมจีน ผสมผสานความศรัทธาไทย-จีนอย่างลงตัว เป็นศูนย์รวมจิตใจอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวแปดริ้วเพื่อความมั่นคงและมั่งคั่ง”
ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง (City Pillar Shrine) ฉะเชิงเทราเป็นศาสนสถานสำคัญที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองฉะเชิงเทรา ใกล้บริเวณค่ายศรีโสธรและพื้นที่ราชการสำคัญของจังหวัด สถานที่แห่งนี้ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวแปดริ้วมาอย่างยาวนาน โดยมีความเชื่อว่าพระหลักเมืองและเจ้าพ่อหลักเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยปกปักรักษาบ้านเมืองและคุ้มครองผู้คนให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ตามประวัติและความเชื่อท้องถิ่น ศาลแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับการตั้งเมืองและการสร้างเสาหลักเมืองตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่อง “ศูนย์กลางจักรวาลของเมือง” ที่ใช้เสาหลักเมืองเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคงของบ้านเมือง
ตัวอาคารศาลหลักเมืองได้รับการออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ทรงจตุรมุขยอดปรางค์ที่มีความงดงามเด่นชัด ภายในประดิษฐานเสาหลักเมืองซึ่งมีข้อมูลระบุว่าอาจเกี่ยวข้องกับเสาหลักเมืองทั้งในยุคเก่าและยุคที่มีการบูรณะใหม่ภายหลัง สะท้อนถึงการสืบทอดความเชื่อและพิธีกรรมของท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้บริเวณใกล้กันยังมีศาลเจ้าจีนขนาดเล็กที่ผู้คนเคารพศรัทธาควบคู่กันไป แสดงถึงความผสมผสานทางวัฒนธรรมไทย–จีนที่พบได้ทั่วไปในเมืองท่าฝั่งตะวันออกของไทย
ในด้านบทบาททางสังคม ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองไม่เพียงเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ใช้จัดพิธีสำคัญของจังหวัด เช่น พิธีบวงสรวงประจำปีและพิธีเสริมสิริมงคลของชุมชน ซึ่งมักมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาสักการะอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญและวันขึ้นปีใหม่ไทย ที่ผู้คนเชื่อว่าการมากราบไหว้ที่ศาลหลักเมืองจะช่วยเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างเป็นสิริมงคลและมั่นคง
ปัจจุบันศาลแห่งนี้ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวในตัวเมืองฉะเชิงเทรา เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ เช่น วัดโสธรวรารามวรวิหารและตลาดเก่าในตัวเมือง ทำให้สามารถจัดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างสะดวก อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของเมืองแปดริ้วได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่
วิธีการเดินทาง
- จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางถนนรามคำแหงหรือถนนสุวินทวงศ์มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองฉะเชิงเทรา เมื่อถึงตัวเมืองให้ขับตรงมาทางโรงพยาบาลพุทธโสธร ศาลหลักเมืองจะตั้งอยู่ริมถนนหน้าเมือง บริเวณใกล้กับศาลาจตุรมุขและกองพันทหารช่างที่ 2 รักษาพระองค์ (ค่ายศรีโสธร) มีที่จอดรถสะดวกสบายรอบบริเวณ
คำแนะนำ
- ไปช่วงเช้าอากาศไม่ร้อนและคนไม่เยอะ
- แต่งกายสุภาพ เพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
- เตรียมธูป เทียน หรือพวงมาลัยสำหรับสักการะ
- แวะไหว้ก่อนเที่ยววัดโสธรเพื่อความเป็นสิริมงคล
ค่าเข้าชม:
- ไม่มีค่าเข้าชม (ฟรี)
เวลาเปิดปิดทำการ:
- 08:00 – 18:00 น. (เปิดทุกวัน)
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 5 รายการ)รีวิวเมื่อ 8 ก.ย. 53
รีวิวเมื่อ 5 ก.ย. 53
อย่างไร ก็ตาม คนจำนวนมากมักมีความเห็นต่างอกไปว่า ชื่อ “ฉะเชิงเทรา” น่าจะเพี้ยนจาก “แสงเชรา” หรือ “แซงเซา” หรือ “แสงเซา” อันเป็นชื่อเมืองที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชเสด็จไปตีได้ ตามที่พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐกล่าวไว้มากกว่า เพราะการออกเสียงใกล้เคียงกันมาก ยิ่งเมื่อประกอบความคิดที่ว่า เมืองตั้งขึ้นในตอนต้นกรุงศรีอยุธยา อันเป็นเวลาที่ชื่อเสียงเรียงนามต่างๆ น่าจะเป็นคำไทยหมดแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน อย่างนนทบุรี นครไชยศรีและสาครบุรี ซึ่งล้วนแต่มีเชื้อสายไทยอิทธิพลอินเดีย ยิ่งทำให้น่าเชื่อว่าเมืองนี้ไม่ใช่คำเขมร หากแต่เป็นคำไทยที่เพี้ยนมาขากชื่อเมืองในพงศาวดารนี่เอง

รีวิวเมื่อ 5 ก.ย. 53
“ฉะเชิงเทรา” กับ “แปดริ้ว” คือสองชื่อที่เรียกขานเมืองนี้ “ฉะเชิงเทรา” เป็นชื่อที่ใช้ในทางราชการ ส่วน “แปดริ้ว” เป็นภาษาท้องถิ่นที่ชาวบ้านใช้เรียกกันมาช้านาน ซึ่งทั้งสองชื่อต่างก็มีเรื่องเล่าขานถึงความเป็นมาอย่างหลากหลายและมีสีสัน
ชื่อ “ฉะเชิงเทรา” มีต้นเค้านึ่งมาจากหนังสือชุมนุมพระนิพนธ์ภาคปกิณกะ ภาค 1 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีความพาดพิงถึงเมืองฉะเชิงเทราว่า “...ชื่อบ้านเมืองเหล่านี้เป็นชื่อไทยบ้าง ชื่อเขมรบ้าง เป็นสองชื่อทั้งไทยทั้งเขมรบ้าง อย่างเมืองฉะเชิงเทราเป็นชื่อเขมร แปดริ้วเป็นชื่อไทย...” นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีบางท่านจึงมีความเห็นว่า “ฉะเชิงเทรา” น่าจะเพี้ยนมาจากคำเขมรว่า “สตึงเตรง” หรือ “ฉ่ทรึงเทรา” ซึ่งแปลว่า “คลองลึก” ความเห็นนี้คงอาศัยเหตุผลทางภูมิศาสตร์ด้วย เพราะเมืองฉะเชิงเทราตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำบางปะกง

รีวิวเมื่อ 5 ก.ย. 53
แต่สำหรับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ปรากฏชัดเจนในสมัยพระนเรศวรมหาราชที่ใช้ เมืองฉะเชิงเทราเป็นที่รวบรวมไพร่พล เมื่อ พ.ศ.๒๑๓๖ ด้วยชัยภูมิของเมืองที่เหมาะแก่การทำสงครามกองโจร ทำให้ฉะเชิงเทราเป็นเมืองหน้าด่านที่ใช้ป้องกันศัตรู ปกป้องเมืองหลวง จวบจนสู่การปกครองระบบประชาธิปไตยในปี พ.ศ.๒๔๗๕ และในปี พ.ศ.๒๔๗๖ มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ส่วนภูมิภาค คำว่าเมืองเปลี่ยนเป็นจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ครองเมือง หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ซึ่งเป็นปีที่มีการตั้งภาคครั้งสุดท้ายของไทย ฉะเชิงเทราได้รับเลือกเป็นสถานที่ภาคมีเขตความรับผิดชอบ ๘ จังหวัด ซึ่งนับเป็นบทบาทที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การปกครองของจังหวัดฉะเชิงเทรา

รีวิวเมื่อ 5 ก.ย. 53
