“สัมผัสความยิ่งใหญ่ของพระอุโบสถหินอ่อนคาร์ราราที่ประดับด้วยจิตรกรรมจักรวาลวิทยา พร้อมย้อนรอยตำนานอภินิหารพระพุทธรูปลอยน้ำสามพี่น้องที่ผูกพันกับวิถีชีวิตชาวแปดริ้วกว่าร้อยปี”
วัดโสธรวรารามวรวิหาร (Sothon Wararam Worawihan Temple) เดิมมีชื่อว่า วัดหงส์ สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ณ ริมแม่น้ำบางปะกง ตามบันทึกท้องถิ่นระบุว่าในอดีตบนยอดเสาในวัดมีการตั้งรูปหงส์ไม้แกะสลักไว้ แต่กาลเวลาผ่านไปรูปหงส์ได้ตกลงมาเหลือเพียงแต่เสา ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า วัดเสาธง ต่อมาเมื่อพายุพัดจนเสาธงหักสะบั้นลง จึงได้มีการเรียกชื่อใหม่ว่า วัดโสธร ซึ่งมีความหมายว่า สะอาด หรือ บริสุทธิ์ สอดคล้องกับพุทธลักษณะและบารมีขององค์หลวงพ่อโสธรที่มาประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้ จนกลายเป็นที่ศรัทธาสืบทอดกันมาหลายศตวรรษ
ตำนานหลวงพ่อโสธรถือเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าอภินิหารที่โด่งดังที่สุดในไทย คือตำนาน พระพุทธรูปลอยน้ำสามพี่น้อง เล่ากันว่ามีพระพุทธรูปสามองค์ลอยล่องมาตามแม่น้ำจากทางภาคเหนือ องค์พี่ใหญ่ (หลวงพ่อวัดบ้านแหลม) ลอยไปถึงสมุทรสงคราม องค์กลาง (หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน) ลอยไปถึงสมุทรปราการ และองค์สุดท้องคือ หลวงพ่อพุทธโสธร ได้ลอยมาตามลำน้ำบางปะกงจนมาหยุดนิ่งที่หน้าวัดหงส์ ชาวบ้านนับแสนคนพยายามใช้เชือกเส้นใหญ่ช่วยกันฉุดดึงองค์พระขึ้นจากน้ำแต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งมีอาจารย์ผู้มีความรู้ในทางไสยศาสตร์ได้ตั้งศาลเพียงตาและใช้ด้ายสายสิญจน์คล้องพระหัตถ์ตามพิธีบวงสรวง จึงสามารถอัญเชิญองค์พระขึ้นมาประดิษฐานได้สำเร็จ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งต่อมาเป็นวันที่ชาวฉะเชิงเทราจัดงานเทศกาลสรงน้ำหลวงพ่อโสธรเป็นประจำทุกปี
พุทธลักษณะของหลวงพ่อโสธร องค์จริงนั้นเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยล้านช้างที่งดงามมาก แต่เนื่องจากองค์ท่านทำจากหินทรายแยกชิ้นได้ เพื่อป้องกันการขโมยหรือความเสียหาย ในอดีตพระธรรมคุณาภรณ์ (อดีตเจ้าอาวาส) จึงได้สั่งให้ช่างทำการพอกปูนลงรักปิดทองทับองค์จริงไว้จนมีลักษณะเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นที่สง่างามและมีขนาดหน้าตักกว้าง 1.65 เมตร อย่างที่ปรากฏในปัจจุบัน บารมีของท่านเป็นที่เลื่องลือในเรื่องการขอพรด้านการค้าขาย ความสำเร็จในชีวิต และสุขภาพ จนเกิดประเพณี "แก้บนไข่ต้ม" เนื่องจากมีเรื่องเล่าว่าหลวงพ่อโปรดไข่ต้มเป็นพิเศษ ทำให้เราเห็นภาพคนนำไข่ต้มมาถวายนับหมื่นฟองในแต่ละวัน
ด้านสถาปัตยกรรมพระอุโบสถหลังใหม่ ถือเป็นงานศิลปกรรมชั้นสูงของรัชสมัยปัจจุบัน สร้างขึ้นด้วยงบประมาณมหาศาลเพื่อทดแทนอุโบสถหลังเดิมที่คับแคบและทรุดโทรม ออกแบบโดยศิลปินแห่งชาติให้เป็นทรงจตุรมุขยอดปราสาทที่ผสมผสานศิลปะรัตนโกสินทร์และสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเข้าด้วยกัน วัสดุหลักคือ หินอ่อนคาร์รารา จากประเทศอิตาลีที่คัดเกรดความขาวนวลพิเศษมาปูทั่วทั้งหลัง ภายในพระอุโบสถประดับด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังเทคนิคสมัยใหม่ที่ใช้สีหม่นและแสงนวลตา บอกเล่าเรื่องราวของ จักรวาลวิทยา มีดวงดาวและท้องฟ้าที่สื่อถึงพุทธภูมิอันสงบเยือกเย็น เป็นที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อโสธรองค์จริงที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางพระพุทธรูปบริวารอีก 17 องค์
วัดโสธรวรารามวรวิหาร จึงไม่ใช่เพียงแค่วัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นศูนย์รวมพลังจิตตานุภาพของชาวไทย เป็นสถานที่ที่สถาปัตยกรรมอันวิจิตรบรรจงและตำนานความศักดิ์สิทธิ์ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันริมแม่น้ำสายประวัติศาสตร์แห่งนี้
วิธีการเดินทาง
-
โดยรถยนต์ส่วนตัว: จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางด่วนมอเตอร์เวย์ (สาย 7) มุ่งหน้าฉะเชิงเทรา เข้าสู่ถนนสิริโสธร และเลี้ยวเข้าถนนเทพคุณากรเพื่อมุ่งหน้าสู่วัด มีที่จอดรถขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว
-
โดยรถไฟ: มีรถไฟบริการจากสถานีหัวลำโพงและสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ถึงสถานีฉะเชิงเทราเกือบทุกชั่วโมง จากนั้นต่อรถสองแถวสีเหลืองหน้าสถานีรถไฟเพื่อไปถึงหน้าวัดได้ทันที
-
โดยรถโดยสารสาธารณะ: มีรถตู้บริการจากสถานีขนส่งหมอชิต เอกมัย และสายใต้ใหม่ มุ่งหน้าสู่ บขส. ฉะเชิงเทรา จากนั้นต่อรถท้องถิ่นไปยังวัดได้อย่างสะดวก
คำแนะนำ
-
ช่วงเวลาที่แนะนำ: หากต้องการชมความงามของอุโบสถหินอ่อนและไหว้พระโดยไม่ต้องรอนาน แนะนำให้มาในวันธรรมดาช่วงเวลา 07:00 - 08:30 น.
-
การแต่งกาย: เนื่องจากเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ผู้หญิงควรสวมกางเกงหรือกระโปรงยาวคลุมเข่าและไม่สวมเสื้อแขนกุด หากชุดไม่พร้อม ทางวัดมีจุดบริการยืมเสื้อคลุมฟรี
-
จุดสักการะ: วัดจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ พระอุโบสถหลังใหม่ (สำหรับสักการะองค์จริง ห้ามจุดธูปเทียน) และ วิหารจำลอง สำหรับปิดทอง จุดธูปเทียน และถวายไข่ต้มแก้บน
-
การถ่ายภาพ: ภายในพระอุโบสถหินอ่อนสามารถถ่ายภาพได้แต่ควรสำรวมและไม่ใช้แฟลชเพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิของผู้มาปฏิบัติธรรม
ค่าเข้าชม:
- ไม่มีค่าเข้าชม
เวลาเปิด-ปิด:
-
วันจันทร์ - ศุกร์: 07:00 น. – 16:30 น.
-
วันเสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์: 07:00 น. – 17:00 น.
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 3 รายการ)รีวิวเมื่อ 25 ส.ค. 55
ต่อจากนั้นพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ก็ล่องลอยตามแม่น้ำบางปะกง เลยผ่านหน้าวัดโสธรไปถึงคุ้งน้ำใต้วัดโสธร แสดงอภินิหารผุดขึ้นให้ชาวบ้านบางนั้นเห็น ชาวบ้านได้ช่วยกันอาราธนาฉุดขึ้นฝั่งทำนองเดียวกันกับชาวสัมปทวน แต่ก็ไม่สำเร็จหมู่บ้านบางนั้นจึงได้ชื่อว่า บางพระ มาจนทุกวันนี้ จากนั้นพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ก็ล่องลอยทวนน้ำขึ้นมาถึงและลอยวนอยู่ที่หัวเลี้ยว ตรงกองพันทหารช่างที่ 2 ปัจจุบัน สถานที่พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์มาลอยวนอยู่นั้นจึงเรียกกันว่า แหลมหัววน และได้จมน้ำหายไปหลังจากนั้นพระพุทธรูปองค์พี่ใหญ่ ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ปฏิหาริย์ ล่อยลอยไปผุดขึ้นที่ลำน้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ประชาชนชาวประมงอาราธนาขึ้นได้ และประดิษฐานเป็นมิ่งขวัญอยู่ที่วัดบ้านแหลมเราเรียกว่า หลวงพ่อวัดบ้านแหลม ทุกวันนี้เป็นที่บูชานับถือกันว่าเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์ทัดเทียมกับหลวงพ่อโสธร ส่วนองค์สุดท้องได้แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ลอยล่องไปผุดขึ้นที่ปากคลองสำโรง ชาวบ้านแถบนั้นได้อาราธนาขึ้นแพใช้เรือพายลายจูง ทั้งอธิษฐานว่าจะขึ้นเป็นมิ่งขวัญที่ใด ก็ขอให้แพนั้นจงหยุดอยู่กับที่ แล้วล่องมาตามลำคลองแพนั้นก็มาหยุดอยู่หน้าวัดบางพลีใหญ่ใน จังหวัดสมุทรปราการ ชาวบางพลีก็ได้อาราธนาอัญเชิญขึ้นประดิษฐานอยู่ทีวัดบางพลีใหญ่ใน ก็ปรากฏว่ามีผู้คนเคารพเลื่อมใสมากมายทัดเทียมกับหลวงพ่อวัดบ้านแหลม และหลวงพ่อโสธร ส่วนพระพุทธรูปองค์กลาง คือ หลวงพ่อโสธร เมื่อลอยตามน้ำมาจากหัววนดังกล่าวแล้ว ก็มาผุดขึ้นที่ท่าหน้าวัดโสธร
กล่าวกันว่าประชาชนจำนวนมากทำการฉุดลากขึ้นโดยได้มีอาจารย์ผู้มีความรู้ทางไสยศาสตร์กระทำตามพิธีการอันถูกต้อง แล้วเอาด้านสายสิญจน์คล้องกับพระหัตถ์หลวงพ่อโสธรอัญเชิญขึ้นมาบนฝั่ง นำมาประดิษฐานในวิหารสำเร็จตามความประสงค์ แล้วก็จัดให้มีการฉลองสมโภช และให้นามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อโสธร องค์หลวงพ่อโสธรจริง ๆ นั้นในสมัยที่ลองลอยน้ำมาเดิม เป็นพระพุทธรูปที่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ปางสมาธิเพชร หน้าตักกว้างประมาณ 1 ศอกเศษ รูปทรงสวยงามมาก
ต่อมาพระสงฆ์ในวัดเห็นว่ากาลต่อไปภายหน้าฝูงคนที่มีตัณหาและความโลภแรงกล้ามีอัธยาศัยเป็นบาปลามกไม่มีความศรัทธาเลื่อมใส จักนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวจะไม่เป็นการปลอดภัย จึงพอกปูนเสริมให้ใหญ่หุ้มองค์จริงไว้ภายในดังปรากฏที่เห็นในปัจจุบันนี้
สถานที่วัดโสธรตั้งอยู่เดิมภายแรกนั้น ทางบกเป็นป่ามีหมู่บ้านคนน้อยมาก การคมนาคมไม่ค่อยสะดวก เมื่อหลวงพ่อโสธรมาประดิษฐานอยู่ที่วัดโสธรแล้ว ประชาชนชาวเรือนับถือว่า ถ้าได้บอกขอต่อหลวงพ่อโสธรแล้ว สินค้าก็ซื้อง่ายขายคล่องเป็นเทน้ำเทท่า เรือแพที่ผ่านไปมาในแม่น้ำพอถึงที่ตรงกับโบสถ์หลวงพ่อโสธรแล้ว ผู้ที่นิยมนับถือและเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธร ก็วักเอาน้ำในแม่น้ำซึ่งนับถือว่าเป็นน้ำมนต์หลวงพ่อดื่มบ้าง ลูบศีรษะบ้าง ล้างหน้าประพรมเรือสินค้าในเรือ ดังได้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ครั้นต่อมาการคมนาคมทางบกสะดวกขึ้น จึงมีผู้คนไปนมัสการหลวงพ่อกันมากขึ้น ผู้ใดเจ็บป่วยก็มาขอความคุ้มครองจากหลวงพ่อโสธร และก็ได้รับสมความปรารถนาเป็นส่วนมาก กิติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธรได้แผ่ไพศาลไปในถิ่นต่าง ๆ มูลเหตุที่มีงานสมโภชนั้น
เล่ากันว่า สมัยหนึ่งบ้านโสธรเกิดข้าวยากหมากแพง ฝนแล้งข้าวกล้าในนาเหี่ยวแห้งตาย สัตว์พาหนะเกิดโรคระบาด ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่เป็นโรคฝีดาษล้มเจ็บลงตามกัน ผู้ที่พอหนีได้ก็ทิ้งสมบัติบ้านเรือนหนีเอาตัวรอด ผู้ที่ป่วยไปไม่ไหวก็นอนรอวันตายของตนอยู่ ในกาลนั้นยังมีบุรุษหัวหน้าครอบครัว ๆ หนึ่งก็ได้เป็นโรคนี้ เมื่อเห็นว่าไม่มีคนที่พอจะเป็นที่พึ่งกันได้ ก็เลยหันหน้าเข้าพึ่งสรณะนมัสการอธิษฐานบนบานขอความคุ้มครองรักษาจากหลวงพ่อ โสธรในวิหาร รับเอายาดีของหลวงพ่อโสธรมา 3 อย่าง คือ ขี้ธูป 1 ดอกไม้เหี่ยวแห้งที่บูชาแล้ว 1 และน้ำมนต์จากหลวงพ่อโสธร 1 เอามาต้มกินทาอาบทั่วสรรพางค์กาย ปรากฏว่าได้ผลสมปรารถนา โรคภัยต่าง ๆ หายเป็นปกติด้วยความดีใจที่โรคหายสมประสงค์จึงจัดให้มีการสมโภชแก้บนถวายหลวงพ่อแต่นั้นมา กิติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธร ก็แพร่ไปทั่วในถิ่นต่าง ๆ กว้างขวางมากยิ่งขึ้นจนเป็นที่เลื่องลือนับถือบูชาว่าหลวงพ่อโสธรศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดปรารถนาสิ่งใดที่ชอบธรรม ท่านก็ประสิทธิ์ประสาทให้สมประสงค์ การสมโภชแก้บนจึงมีขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
รีวิวเมื่อ 25 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 15 ม.ค. 54