“วัดกู่เต้าโดดเด่นด้วยเจดีย์ทรงแตงโม 5 ชั้นอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานศิลปะล้านนา-พม่า และเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมไทใหญ่สำคัญของเชียงใหม่”
วัดกู่เต้า (Wat Ku Tao) หรือ วัดเวฬุวันวนาราม (แปลว่า “วัดป่าไผ่”) เป็นวัดโบราณสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่บริเวณด้านนอกคูเมืองฝั่งเหนือ สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2156 ในช่วงที่อาณาจักรล้านนาอยู่ภายใต้อิทธิพลการปกครองของพม่า วัดแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวัดที่มีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ เนื่องจากเป็นตัวแทนของการผสมผสานระหว่าง ศิลปกรรมล้านนาและศิลปกรรมพม่า-ตองอู ที่ยังคงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนมาจนถึงปัจจุบัน
จุดเด่นสำคัญที่สุดของวัดคือ เจดีย์กู่เต้า หรือที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันในชื่อ “เจดีย์ทรงแตงโม” ลักษณะเป็นองค์เจดีย์ทรงกลมรีขนาดใหญ่ซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปจำนวน 5 ชั้น แต่ละชั้นมีขนาดเล็กลงตามลำดับจนถึงยอดเจดีย์ รูปทรงดังกล่าวถือเป็นรูปแบบที่หาชมได้ยากในประเทศไทย โดยคำว่า “กู่” ในภาษาล้านนาหมายถึงที่บรรจุอัฐิหรือสุสาน ส่วนคำว่า “เต้า” หมายถึงผลน้ำเต้าหรือแตงโม จึงเป็นที่มาของชื่อเรียก “กู่เต้า” ซึ่งสอดคล้องกับรูปลักษณ์ขององค์เจดีย์ที่มีลักษณะคล้ายผลแตงโมหลายลูกวางซ้อนกัน
นักประวัติศาสตร์ศิลปะหลายท่านสันนิษฐานว่า รูปแบบของเจดีย์ได้รับแรงบันดาลใจจาก สถาปัตยกรรมพม่าในยุคราชวงศ์ตองอู ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลในล้านนาช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16–17 โดยองค์เจดีย์มีการประดับตกแต่งด้วย กระเบื้องเคลือบสี เครื่องถ้วย และเปลือกหอย ซึ่งเป็นเทคนิคการตกแต่งที่นิยมในศิลปะพม่าโบราณ เมื่อกระทบแสงแดดจะเกิดประกายแวววาวสวยงาม ทำให้องค์เจดีย์มีความโดดเด่นแตกต่างจากเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาทั่วไป
บริเวณซุ้มจระนำทั้ง 4 ทิศขององค์เจดีย์ มีการประดิษฐานพระพุทธรูปในปางต่างๆ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้สักการบูชา โดยในอดีตแต่ละชั้นขององค์เจดีย์ยังเคยตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นและเครื่องประดับศิลป์ที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของเชียงใหม่ในยุคที่เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างล้านนา พม่า และรัฐฉาน ปัจจุบันแม้บางส่วนจะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา แต่ยังคงเห็นถึงความงดงามและคุณค่าทางศิลปกรรมได้อย่างชัดเจน
หนึ่งในประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของวัดกู่เต้าคือ ความเชื่อที่ว่าองค์เจดีย์ถูกสร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระอัฐิของ พระเจ้าสารวดี (มังซาสัจจา) พระราชโอรสของ พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ตองอู ซึ่งเคยส่งพระราชโอรสมาปกครองเมืองเชียงใหม่ในช่วงที่ล้านนาอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ทำให้วัดกู่เต้ากลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างล้านนาและพม่าในช่วงเวลากว่า 400 ปีก่อน
ภายในวัดยังมี พระวิหารศิลปะล้านนา ที่ได้รับการบูรณะหลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญและมีจิตรกรรมฝาผนังที่ถ่ายทอดเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต แม้จิตรกรรมบางส่วนจะได้รับผลกระทบจากกาลเวลา แต่ยังคงสะท้อนถึงภูมิปัญญาและความเชื่อของชุมชนล้านนาได้เป็นอย่างดี
นอกจากคุณค่าด้านสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์แล้ว วัดกู่เต้ายังมีบทบาทสำคัญในฐานะ ศูนย์กลางวัฒนธรรมของชาวไทใหญ่ (ไต) ในจังหวัดเชียงใหม่มาอย่างยาวนาน ชุมชนชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบยังคงใช้วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและงานประเพณีสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะ ประเพณีปอยส่างลอง หรือพิธีบรรพชาสามเณรของชาวไทใหญ่ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประเพณีที่งดงามที่สุดของภาคเหนือ นักท่องเที่ยวสามารถชมขบวนแห่ลูกแก้วที่แต่งกายด้วยเครื่องทรงสีสันสดใสและสัมผัสเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
ในด้านการอนุรักษ์ วัดกู่เต้า ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น โบราณสถานแห่งชาติ โดยกรมศิลปากร และมีการบูรณะดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาคุณค่าของสถาปัตยกรรมดั้งเดิมให้คงอยู่มากที่สุด ปัจจุบันวัดยังคงเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาและประกอบศาสนกิจตามปกติ ทำให้ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสทั้งมิติทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม ศาสนา และวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ในสถานที่เดียว
สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจ ประวัติศาสตร์ล้านนา สถาปัตยกรรมพม่าโบราณ ศิลปกรรมทางพระพุทธศาสนา และวัฒนธรรมไทใหญ่ วัดกู่เต้า นับเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเชียงใหม่ เพราะเป็นโบราณสถานที่สะท้อนเรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์ได้อย่างสมบูรณ์ และยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างน่าประทับใจจนถึงปัจจุบัน
วิธีการเดินทาง
- จาก คูเมืองเชียงใหม่ฝั่งทิศเหนือ (ประตูช้างเผือก) ขับรถออกนอกคูเมืองเข้าสู่ถนนช้างเผือก จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนสนามกีฬา (ทางไปสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่) ขับตรงไปสังเกตซอยทางเข้าวัดกู่เต้าทางซ้ายมือ เลี้ยวเข้าซอยประมาณ 200 เมตร จะถึงตัววัด โดยมีพื้นที่จอดรถรองรับภายในบริเวณวัด
คำแนะนำ
- มุมถ่ายรูปยอดนิยม คือบริเวณด้านหน้าอุโบสถเก่า ซึ่งสามารถเก็บภาพองค์เจดีย์ทรงแตงโมได้อย่างสวยงามและครบมิติ
- ช่วงเช้าและช่วงเย็น เป็นเวลาที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพ เนื่องจากแสงธรรมชาติช่วยขับรายละเอียดของลวดลายโมเสกได้โดดเด่น
- หากต้องการสัมผัส ประเพณีปอยส่างลองของชาวไทใหญ่ ควรเดินทางมาในช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน
- ควรแต่งกายสุภาพและสำรวมเมื่อเข้าชมพื้นที่ศาสนสถาน
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือแกะชิ้นส่วนกระเบื้องเคลือบและองค์ประกอบโบราณ เพื่อช่วยอนุรักษ์โบราณสถานให้คงอยู่ต่อไป
ค่าเข้าชม:
- ฟรี (ไม่มีค่าธรรมเนียมการเข้าชม ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ)
เวลาเปิด–ปิด:
- เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 07.00 – 18.00 น.
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 3 รายการ)รีวิวเมื่อ 27 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 27 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 27 ก.ค. 53