“วิหารลายคำศิลปะล้านนา, ประดิษฐาน พระพุทธสิหิงค์ศักดิ์สิทธิ์, พระธาตุหลวงปีมะโรง และหอไตรไม้โบราณงดงาม”
วัดพระสิงห์วรวิหาร (Wat Phra Singh Woramahawihan) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1888 โดยพญาผายู เพื่อประดิษฐานพระอัฐิของพญาคำฟู พระอัยกา เดิมชื่อว่า “วัดลีเชียงพระ” (คำว่า “ลี” หมายถึงตลาด)
ต่อมาเมื่อพญาแสนเมืองมาได้อัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์ มาประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้ จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพระสิงห์” และกลายเป็นหนึ่งในวัดสำคัญที่สุดของเชียงใหม่
ในยุคล้านนา วัดพระสิงห์ถือเป็น “วัดหลวง” ที่มีบทบาททั้งด้านศาสนา การเมือง และพิธีกรรมของราชสำนักล้านนา โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางการประดิษฐาน พระพุทธสิหิงค์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดตำนานจากลังกา ผ่านหลายอาณาจักรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนจะมาถึงล้านนา ทำให้วัดแห่งนี้มีสถานะเป็น ศูนย์รวมศรัทธาระดับสูงของบ้านเมืองในอดีต
วัดพระสิงห์ในยุคอิทธิพลพม่า
ในช่วงยุคที่ล้านนาอยู่ภายใต้อิทธิพลของพม่า (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 21–23) วัดพระสิงห์ยังคงเป็น ศูนย์กลางศาสนาที่สำคัญ แม้บ้านเมืองจะเปลี่ยนผ่านการปกครอง แต่พระพุทธสิหิงค์ยังคงได้รับการดูแลและเคารพบูชาอย่างต่อเนื่อง
วัดแห่งนี้จึงกลายเป็น สัญลักษณ์แห่งความมั่นคงทางจิตใจของผู้คนในยุคนั้น และเป็นศูนย์รวมศรัทธาที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนในสังคมล้านนาเอาไว้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
การฟื้นฟูในยุคสยาม
ต่อมาในยุคสยาม เมื่อเชียงใหม่เข้าสู่การปกครองของสยามในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น วัดพระสิงห์ได้รับการบูรณะครั้งสำคัญ โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์
มีการบูรณะวิหาร เจดีย์ และงานศิลปกรรมต่าง ๆ ให้กลับมางดงาม พร้อมทั้งธำรงเอกลักษณ์ ศิลปะล้านนา ไว้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมอันทรงคุณค่า
ภายในวัดเต็มไปด้วยโบราณสถานและสถาปัตยกรรมล้านนาที่สะท้อนพัฒนาการทางศิลปะในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่ล้านนาโบราณ พม่า ไปจนถึงสยาม
ไม่ว่าจะเป็น วิหารหลวง วิหารลายคำ และเจดีย์ประธาน ที่งดงามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ พระธาตุหลวง (เจดีย์ประธาน) ที่ยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเชียงใหม่ และเป็น พระธาตุประจำปีเกิดปีมะโรง
ภายใน วิหารลายคำ ยังมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องสังข์ทองและสุวรรณหงส์ที่ถือเป็นผลงานชั้นเยี่ยมของศิลปะล้านนา และเป็นหนึ่งในจิตรกรรมโบราณที่มีคุณค่ามากที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ
หอไตรไม้ล้านนาและภูมิปัญญาช่างพื้นเมือง
นอกจากนี้ หอไตร ซึ่งสร้างด้วยสถาปัตยกรรมไม้ล้านนา ถือเป็นหลักฐานสำคัญของภูมิปัญญาช่างพื้นเมือง ที่ผสมผสานความเชื่อทางพุทธศาสนาเข้ากับความงามทางศิลปกรรมได้อย่างลงตัว
ลวดลายแกะสลักไม้ และรูปแบบการก่อสร้างสะท้อนถึงความละเอียดอ่อนของช่างล้านนาในอดีตได้อย่างชัดเจน
พงศาวดารมีชีวิตแห่งล้านนา
วัดพระสิงห์จึงไม่เพียงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังเป็น “พงศาวดารมีชีวิต” ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของล้านนา ผ่านยุคพม่า และเข้าสู่สยามอย่างชัดเจน
ทำให้ที่นี่เป็นทั้ง ศูนย์กลางศรัทธา ศูนย์กลางประวัติศาสตร์ และแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ จนถึงปัจจุบัน
วิธีการเดินทาง
- วัดตั้งอยู่ใจกลางเมืองเก่าเชียงใหม่ ปลายถนนราชดำเนิน หากเดินจากประตูท่าแพให้ตรงไปตามถนนจนสุด สามารถเดินทางได้สะดวกด้วยรถตุ๊กตุ๊ก รถสี่ล้อแดง หรือเดินเท้าสำหรับผู้ที่พักในเขตคูเมือง
คำแนะนำ
- ควรมาในช่วงบ่ายเพื่อชมแสงที่ตกกระทบวิหารลายคำอย่างงดงาม
- วันอาทิตย์ช่วงเย็นบริเวณหน้าวัดเป็นจุดเริ่มต้นของถนนคนเดินท่าแพ
- แต่งกายสุภาพเพราะเป็นพระอารามหลวง
- แนะนำให้เผื่อเวลาเดินชมรายละเอียดงานศิลป์ภายในวัด
- ช่วงสงกรานต์เป็นช่วงที่มีพิธีสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์อย่างงดงาม
ค่าเข้าชม:
- ชาวไทย: ฟรี
- ชาวต่างชาติ: 50 บาท (เฉพาะการเข้าชมพระวิหาร)
เวลาเปิด–ปิด:
- เปิดทุกวัน เวลา 09.00 – 18.00 น.
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 6 รายการ)รีวิวเมื่อ 27 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 27 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 27 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 27 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 27 ก.ค. 53
รีวิวเมื่อ 27 ก.ค. 53