“ประดิษฐานพระธาตุสีทองอร่ามจำลองแบบจากพระธาตุพนม เป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผู้เกิดวันพุธกลางคืน เชื่อกันว่าช่วยเสริมบารมี ด้านการค้าขาย และนำโชคลาภมาสู่ชีวิตท่ามกลางบรรยากาศสงบริมฝั่งโขง”
วัดมรุกขนคร (Temple Marukkhonakhon) เป็นวัดราษฎร์เก่าแก่ที่มีความเป็นมาอันยาวนานกว่าสามศตวรรษ ตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของ เมืองมรุกขนคร อันรุ่งเรืองในอดีตสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย โดยมีเจ้าเมืองนามว่า พระเจ้าบรมราชา (แอวก่าน) เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2310 บริเวณปากห้วยบังฮวก เมืองมรุกขนครในยุคนั้นถือเป็นเมืองท่าสำคัญริมฝั่งแม่น้ำโขงที่มีความมั่งคั่งและมีอาณาเขตกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม เมืองแห่งนี้กลับต้องกลายเป็นเมืองร้างไปนานกว่าสองร้อยปีเนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โรคระบาด และเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ จนกระทั่งมีการขุดค้นพบซากปรักหักพังของโบราณสถานและอิฐเก่าจำนวนมากในป่าทึบ จึงได้เริ่มมีการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2536 โดยความร่วมมือของชาวบ้านและพุทธศาสนิกชนผู้ใจบุญ
จุดที่ดึงดูดสายตาที่สุดภายในวัดคือ พระธาตุมรุกขนคร ซึ่งเป็นพระธาตุบริวารของพระธาตุพนมที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี องค์พระธาตุมีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมตามแบบศิลปะล้านช้าง จำลองสถาปัตยกรรมมาจากพระธาตุพนมแต่มีรายละเอียดที่แตกต่างออกไป ยอดพระธาตุประดับด้วยทองคำแท้หนัก 67 บาท และมีความสูงรวมทั้งสิ้น 50.9 เมตร เพื่อสื่อถึงรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 ภายในฐานพระธาตุได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยสีทอง ตัดกับลวดลายภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติและประเพณีท้องถิ่นอย่างปราณีต
ในเชิงคติความเชื่อและความศรัทธา วัดมรุกขนครถูกกำหนดให้เป็น พระธาตุประจำตัวของผู้ที่เกิดวันพุธ (กลางคืน) หรือผู้ที่เกิดในช่วงเวลาพระราหู เชื่อกันว่าพลังแห่งองค์พระธาตุจะช่วยปัดเป่าเคราะห์กรรม เสริมดวงชะตาให้มีความก้าวหน้า และโดดเด่นอย่างยิ่งในเรื่อง โชคลาภและการเจรจาค้าขาย ให้มีความรุ่งเรืองเหมือนกับความรุ่งเรืองของเมืองมรุกขนครในอดีต บริเวณรอบองค์พระธาตุยังมีวิหารที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปปางมารวิชัย และศาลเจ้าปู่ขอมที่เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านในพื้นที่ ทำให้วัดแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถาน แต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณและหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของจังหวัดนครพนม
วิธีการเดินทาง
- ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 212 (ถนนชยางกูร) สายทางระหว่างอำเภอเมืองนครพนมและอำเภอธาตุพนม ห่างจากตัวอำเภอธาตุพนมประมาณ 14 กิโลเมตร และห่างจากตัวเมืองนครพนมประมาณ 40 กิโลเมตร สามารถเดินทางได้สะดวกด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถโดยสารประจำทางสายที่ผ่านธาตุพนม
คำแนะนำ
-
สำหรับผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืนควรเตรียมเครื่องสักการะสีเขียว เช่น ดอกไม้สีเขียว หรือพวงมาลัยที่มีส่วนประกอบของใบไม้สีเขียวเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อประจำวันเกิด
-
การกราบไหว้พระธาตุควรเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุให้ครบ 3 รอบในทิศตามเข็มนาฬิกา (ประทักษิณ) เพื่อเป็นการแสดงความเคารพสูงสุดตามคติพุทธ
-
หากเดินทางมาจากตัวเมืองนครพนมควรวางแผนแวะวัดนี้ก่อนจะไปต่อที่วัดพระธาตุพนมเนื่องจากเป็นเส้นทางผ่านที่สะดวกและประหยัดเวลาเดินทาง
-
พื้นที่ภายในฐานองค์พระธาตุมีความสงบและอากาศเย็นสบายกว่าภายนอก เหมาะสำหรับการเข้าไปนั่งพักสงบจิตใจหรือสวดมนต์บทอิติปิโสเท่าอายุเพื่อแก้เคล็ดดวงชะตา
-
ควรเตรียมเหรียญสำหรับใส่บาตรพระประจำวันเกิดที่ตั้งอยู่รอบบริเวณฐานพระธาตุเพื่อเป็นการทำบุญกระจายรายได้และบำรุงวัด
-
ช่วงเวลาที่ถ่ายรูปองค์พระธาตุได้สวยที่สุดคือช่วงบ่ายถึงเย็น เนื่องจากแสงอาทิตย์จะตกกระทบสีทองขององค์พระธาตุทำให้ดูสว่างไสวและตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้าได้ชัดเจน
ค่าเข้าชม:
- ไม่มีค่าเข้าชม
เวลาเปิดปิดทำการ:
- เปิดให้เข้าชมและสักการะทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 – 18:00 น.