“หนึ่งใน 17 โบราณสถานสำคัญของมรดกโลก UNESCO เกียวโต และเป็นที่ตั้งของอาคารศาลเจ้าชินโตดั้งเดิมที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในญี่ปุ่น”
ศาลเจ้าอุจิกามิ (Ujigami-jinja) เป็น แหล่งมรดกโลกของ UNESCO และได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการในฐานะ 1 ใน 17 องค์ประกอบของกลุ่ม “Historic Monuments of Ancient Kyoto” ซึ่งครอบคลุมโบราณสถานสำคัญในเกียวโต เมืองอุจิ และเมืองโอสึ ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 10–19
ในบรรดาแหล่งมรดกโลกเหล่านี้ ศาลเจ้าอุจิกามิมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะเป็นที่ตั้งของ อาคารศาลเจ้าชินโตดั้งเดิมที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ว่า สร้างขึ้นราว ค.ศ. 1060
ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอุจิ และในอดีตทำหน้าที่เป็น ศาลผู้พิทักษ์ (Chinju) ของ วัดเบียวโดอิน (Byōdō-in) ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ สะท้อนความกลมกลืนระหว่างความเชื่อชินโตและพุทธศาสนา ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของวัฒนธรรมญี่ปุ่นในยุคโบราณ
ศาลเจ้าอุจิกามิบูชาเทพเจ้าที่มีความสัมพันธ์กันในฐานะ ราชวงศ์เดียวกัน 3 พระองค์ ได้แก่
-
เจ้าชายอุจิโนะวากิอิรัตสึโกะ
-
จักรพรรดิโอจิน (พระบิดา)
-
จักรพรรดินินโทกุ (พระเชษฐา)
ความสัมพันธ์นี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจนผ่านสถาปัตยกรรมของอาคารหลัก
ฮนเด็น (Honden – อาคารหลัก) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น สมบัติชาติ และมีลักษณะพิเศษอย่างยิ่ง คือเป็นอาคารที่ประกอบด้วย ศาลภายใน 3 หลัง ตั้งเรียงเคียงกันใต้หลังคาเดียว ในรูปแบบ นางาเระสึคุริ (Nagare-zukuri) โดยแต่ละศาลอุทิศให้กับเทพเจ้าทั้งสามพระองค์ นับเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่หาได้ยากยิ่งในญี่ปุ่น
ไฮเด็น (Haiden – อาคารสักการะ) ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยคามาคุระ (ราว ค.ศ. 1215) และเป็นสมบัติชาติเช่นกัน มีความโดดเด่นจากการใช้รูปแบบ ชินเด็นสึคุริ (Shinden-zukuri) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมของพระราชวังและคฤหาสน์ขุนนางชั้นสูงในสมัยเฮอัน การนำสถาปัตยกรรมแบบที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูงมาใช้เป็นอาคารศาสนาถือเป็นกรณีที่พบได้ยากมาก ทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้มีบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์แบบ “ราชสำนัก”
จนถึงช่วงต้นสมัยเมจิ ศาลเจ้าอุจิกามิและ ศาลเจ้าอุจิ (Uji-jinja) ที่อยู่ใกล้กัน เคยเป็นศาลเจ้าเดียวกันในชื่อ ริคิวคามิชะ (Rikyūkamisha) โดยอุจิกามิทำหน้าที่เป็น ศาลเจ้าบน (Upper Shrine) และอุจิเป็น ศาลเจ้าล่าง (Lower Shrine) ข้อมูลนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าใจได้ชัดเจนว่าทำไมจึงมี “ศาลเจ้าอุจิ” อยู่ติดกันถึงสองแห่ง
ศาลเจ้าแห่งนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับ กระต่ายมิคาเอริอุซางิ (Mikaeri Usagi – กระต่ายหันหลังกลับ) ตามตำนานกล่าวว่า กระต่ายศักดิ์สิทธิ์ได้หันกลับมามองซ้ำ ๆ เพื่อชี้ทางให้เจ้าชายอุจิโนะวากิอิรัตสึโกะที่หลงทางมาถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ คำว่า “อุจิ” เองก็เชื่อว่ามีรากศัพท์มาจากความหมายว่า “เส้นทางของกระต่าย”
ปัจจุบัน ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่นิยมในการขอพรด้านการเรียน และเครื่องรางที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ โอเมะคุจิกระต่าย ซึ่งเป็นตุ๊กตาเซรามิกบรรจุคำทำนาย
ภายในบริเวณศาลเจ้ามี น้ำพุคิริฮาระ (Kirihara-sui) ซึ่งเป็น แหล่งน้ำเพียงแห่งเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ จาก “เจ็ดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์แห่งอุจิ” ที่เคยมีบทบาทสำคัญต่อวัฒนธรรมพิธีชงชาในอดีต แม้จะไม่สามารถดื่มได้ในปัจจุบัน แต่น้ำยังถูกใช้ในพิธีกรรมชำระล้างทางศาสนา
ด้านหน้าอาคารสักการะมี กองทรายคู่ (ทาเทะซึนะ – Tatesuna) เช่นเดียวกับที่พบในศาลเจ้าคามิกาโมะ ทรายเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ทำหน้าที่เป็นเขตชำระล้างและจุดรับเสด็จของเทพเจ้า แสดงถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาชินโต
วิธีการเดินทาง
-
รถไฟ Keihan Line: เดินประมาณ 10 นาที จากสถานี Keihan Uji
-
รถไฟ JR Nara Line: เดินประมาณ 15 นาที จากสถานี JR Uji
คำแนะนำ
-
แนะนำให้มาในช่วงเช้าเพื่อสัมผัสบรรยากาศสงบและร่มรื่น
-
สามารถเที่ยวต่อที่ วัดเบียวโดอิน ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ
-
สังเกตโครงสร้างอาคารหลักผ่านระแนงไม้ เพื่อเข้าใจรูปแบบศาลสามหลัง
-
โอเมะคุจิกระต่ายเหมาะเป็นของฝาก โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนหรือนักศึกษา
ค่าเข้าชม:
- ไม่เสียค่าเข้าชม (บริเวณด้านนอก)
เวลาเปิด-ปิด:
- 09:00 – 16:30 น.
(ฤดูหนาวอาจปิดประตูเวลา 16:00 น.)