วัดชลประทานรังสฤษดิ์ (Wat Chonprathan Rangsarit) ตั้งอยู่ในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นวัดที่มีความสำคัญทั้งในด้านประวัติศาสตร์การพัฒนาวัดไทยสมัยใหม่และด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงเหตุผล วัดแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2502 โดยหม่อมหลวงชูชาติ กำภู อธิบดีกรมชลประทานในขณะนั้น โดยมีเจตนารมณ์สำคัญคือการสร้าง “วัดต้นแบบ” ที่แตกต่างจากวัดทั่วไปในยุคนั้น ซึ่งมักเน้นความซับซ้อนของพิธีกรรมและความยิ่งใหญ่ของศาสนสถาน แต่แนวคิดของวัดชลประทานรังสฤษดิ์กลับมุ่งไปที่ความเรียบง่าย ความสงบ และการเข้าถึงธรรมะได้จริงในชีวิตประจำวันหัวใจสำคัญของวัดแห่งนี้คือ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกและเป็นผู้วางรากฐานแนวคิดทางธรรมะที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อสังคมไทย ท่านมีแนวทางการสอนธรรมะที่โดดเด่น คือการใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และเน้นการอธิบายหลักธรรมให้เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้คน เช่น การทำงาน การครองเรือน และการอยู่ร่วมกันในสังคม ท่านไม่เน้นให้ผู้คนเชื่อเพียงเพราะศรัทธา แต่เน้นให้ “คิด วิเคราะห์ และเข้าใจด้วยตนเอง” ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้ามากในยุคนั้น และทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาแนวเหตุผลในประเทศไทย
แนวคิดของวัดถูกพัฒนาไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “วัดยุคใหม่” ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือการลดพิธีกรรมที่ไม่จำเป็น เช่น การประกอบพิธีที่ซับซ้อนหรือฟุ่มเฟือย และหันมาเน้นการฟังธรรม การปฏิบัติสมาธิ และการเรียนรู้หลักธรรมะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง วัดเปิดกว้างให้ผู้คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้ามาศึกษาธรรมะได้โดยไม่มีข้อจำกัดทางสังคม ทำให้บรรยากาศของวัดแตกต่างจากวัดไทยดั้งเดิมที่มักมีความเป็นทางการและพิธีกรรมสูงพื้นที่ของวัดมีขนาดประมาณ 49 ไร่ และได้รับการจัดสรรอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็นหลายโซน เช่น เขตศาสนสถานที่ประกอบด้วยพระอุโบสถ ศาลาธรรม และอาคารปฏิบัติธรรม พื้นที่สวนร่มรื่นสำหรับการเดินจงกรมและพักผ่อน รวมถึงลานหินโค้งซึ่งเป็นพื้นที่กลางแจ้งที่ใช้สำหรับการฟังธรรมและกิจกรรมทางศาสนาในบรรยากาศธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ธรรมะของเยาวชนและประชาชนทั่วไป
พระอุโบสถของวัดมีลักษณะเรียบง่าย สีขาวสะอาดตา เน้นความโปร่งโล่งและความสงบมากกว่าความวิจิตรตระการตา สถาปัตยกรรมโดยรวมสะท้อนแนวคิด “ความเรียบง่ายคือความงดงาม” ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสอนธรรมะของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุอย่างชัดเจน บริเวณหน้าพระอุโบสถมีสัญลักษณ์พระพิรุณ ซึ่งเป็นตราของกรมชลประทาน แสดงถึงที่มาทางประวัติศาสตร์ของการก่อตั้งวัดอีกหนึ่งจุดสำคัญคือรูปเหมือนของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุที่ประดิษฐานอยู่ภายในวัด ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้คนมักมากราบไหว้และระลึกถึงคำสอนของท่าน โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการใช้สติและปัญญาในการดำเนินชีวิต วัดแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจ แต่ยังเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของผู้ที่ต้องการศึกษาธรรมะในเชิงลึก