“สักการะ พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี พระพุทธรูปนั่งปางประทานพรที่สูงสง่าที่สุดในไทย และกราบสรีระสังขารอันไม่เน่าเปื่อยของ หลวงพ่อแพ อดีตเจ้าอาวาสผู้เป็นที่เคารพรัก”
วัดพิกุลทอง (Phikun Thong Temple) หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “วัดหลวงพ่อแพ” เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของ จังหวัดสิงห์บุรี วัดตั้งอยู่ริมฝั่ง แม่น้ำน้อย ท่ามกลางบรรยากาศสงบและร่มรื่น วัดแห่งนี้ไม่เพียงเป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชนเท่านั้น แต่ยังเป็นอนุสรณ์แห่งความเมตตาและคุณูปการของ หลวงพ่อแพ เกสโร พระเกจิอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพเลื่อมใสอย่างสูงในภาคกลางของประเทศไทย
หลวงพ่อแพเป็นพระนักพัฒนาที่อุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาและชุมชนโดยรอบ ท่านมีบทบาทสำคัญในการสร้างและบูรณะวัด โรงเรียน และสาธารณูปโภคต่างๆ จนทำให้วัดพิกุลทองกลายเป็นศูนย์กลางทางจิตใจของประชาชนในจังหวัดสิงห์บุรีและพื้นที่ใกล้เคียง ชื่อเสียงด้านเมตตาธรรมและวัตถุมงคลของท่านยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์และสามารถมองเห็นได้จากระยะไกลคือ พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี พระพุทธรูปปางประทานพรขนาดมหึมาที่ประดับด้วยโมเสกทองคำบริสุทธิ์ 22 กะรัต องค์พระมีความสูงกว่า 40 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่กลางแจ้งอย่างสง่างาม แสดงถึงความศรัทธาอันแรงกล้าของพุทธศาสนิกชน และกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวัดพิกุลทอง
ภายในบริเวณวัดยังมี วิหารรูปเหมือนหลวงพ่อแพ ซึ่งประดิษฐานรูปหล่อและสรีระสังขารของท่านในโลงแก้ว เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนและผู้ศรัทธาได้เข้าสักการะ ขอพร และรำลึกถึงคุณความดีของพระเถระผู้เปี่ยมด้วยเมตตา บริเวณโดยรอบจัดแสดงประวัติชีวิตและผลงานของหลวงพ่อแพไว้อย่างเป็นระเบียบ ช่วยให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้เรื่องราวของท่านอย่างลึกซึ้ง
บรรยากาศโดยรวมของวัดมีความกว้างขวาง สะอาด และร่มรื่น มีการจัดสัดส่วนพื้นที่อย่างลงตัว ทั้งเขตพุทธาวาส ลานกิจกรรม และพื้นที่พักผ่อนริมน้ำ ผู้มาเยือนจะสัมผัสได้ถึง ความสงบ ความศรัทธา และพลังแห่งความเมตตา ที่แผ่ซ่านอยู่ทั่วบริเวณ เหมาะสำหรับการมาทำบุญ ถวายสังฆทาน นั่งสมาธิ หรือเดินชมงานพุทธศิลป์อย่างสบายใจ
สำหรับ นักท่องเที่ยวและช่างภาพ วัดพิกุลทองมอบมุมมองที่ยิ่งใหญ่ขององค์พระพุทธรูปสีทองตัดกับท้องฟ้ากว้าง โดยเฉพาะในช่วงเช้าและช่วงบ่ายแก่ๆ ที่แสงแดดจะตกกระทบผิวโมเสกจนเกิดประกายระยิบระยับ นอกจากนี้ยังมีสวนธรรมะ สระน้ำขนาดใหญ่ และทางเดินร่มรื่นที่เหมาะแก่การพักผ่อนและเก็บบันทึกภาพความประทับใจ
วัดพิกุลทองจึงเป็นสถานที่ที่ผสมผสานระหว่าง พุทธศิลป์ ความศรัทธา และความสงบทางจิตใจ ได้อย่างลงตัว เชิญท่านมาร่วมซึมซับบารมีของหลวงพ่อแพ และสัมผัสความยิ่งใหญ่ของพระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี ณ พระอารามหลวงอันทรงคุณค่าแห่งนี้
วิธีการเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว:
- จากตัวเมืองสิงห์บุรี ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 3032 (สายสิงห์บุรี-สุพรรณบุรี) ไปทางอำเภอท่าช้าง ประมาณ 16 กิโลเมตร มีป้ายบอกทางชัดเจนตลอดเส้นทาง
รถโดยสารประจำทาง:
- ขึ้นรถตู้หรือรถโดยสารสายสิงห์บุรี-ท่าช้าง แล้วลงที่หน้าวัดพิกุลทอง
คำแนะนำ
ช่วงเวลาท่องเที่ยว:
- แนะนำให้เดินทางมาในช่วง เช้าหรือเย็น เนื่องจากองค์พระใหญ่ตั้งอยู่กลางแจ้ง อากาศอาจจะร้อนในช่วงกลางวัน
การเตรียมตัว:
- สวมใส่ เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และเตรียมร่มหรือหมวกสำหรับการเดินชมบริเวณรอบองค์พระพุทธรูปขนาดใหญ่
กิจกรรมแนะนำ:
- อย่าพลาดการเช่าบูชา พระเครื่องหลวงพ่อแพ ซึ่งเป็นที่นิยมและเลื่องลือในด้านเมตตามหานิยม รวมถึงการให้อาหารปลาบริเวณริมแม่น้ำน้อยหน้าวัด
การวางแผน:
- วัดนี้ตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในอำเภอท่าช้าง สามารถจัดแผนการเดินทางร่วมกับแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอเมืองสิงห์บุรีได้อย่างสะดวก
ค่าเข้าชม
-
ชาวไทย: ผู้ใหญ่ เข้าชมฟรี, เด็ก เข้าชมฟรี
-
ชาวต่างชาติ: ผู้ใหญ่ เข้าชมฟรี, เด็ก เข้าชมฟรี
เวลาทำการ
-
เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07:00 – 17:00 น.
-
(วิหารหลวงพ่อแพและพิพิธภัณฑ์อาจปิดให้บริการก่อนเวลาเล็กน้อย)
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 5 รายการ)รีวิวเมื่อ 22 ก.ย. 57
รีวิวเมื่อ 19 ส.ค. 55
ท่านเป็นชาวจังหวัดสิงห์บุรีโดยกำเนิด มีนามเดิมว่า “แพ ใจมั่นคง” เกิดเมื่อวันจันทร์ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2448 ตรงกับ ขึ้น 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง ณ บ้านสวนกล้วย เลขที่ 93/3 หมู่ที่ 3 ตำบลพิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี บิดาชื่อ นายเทียน ใจมั่นคง มารดาชื่อ นางหน่าย ใจมั่นคง
เมื่ออายุได้ 8 เดือน มารดาผู้ให้กำเนิดได้ถึงแก่กรรม นายบุญ และนางเพียร ขำวิบูลย์ สามี ภรรยา ซึ่งมีศักดิ์เป็นอา ได้ขอเด็กชายแพ ที่มีอายุเพียง 8 เดือน จากนายเทียน ใจมั่นคง บิดาผู้บังเกิดเกล้าไปรับอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม
เมื่ออายุได้ 11 ปี บิดามารดาบุญธรรม พาเด็กชายแพไปฝากอยู่วัด กับสำนักอาจารย์ป้อม เพื่อที่จะศึกษาเล่าเรียนตามแบบโบราณนิยม คือ การเรียนภาษาไทยภาษาขอม
นอกจากนั้น เด็กชายแพ ยังได้เรียนหนังสือ มูลบทบรรพกิจ ทางธรรมก็มีพระมาลัยสูตร และยังได้หัดอ่านพระธรรมเจ็ดคัมภีร์ เมื่ออายุได้ 14 ปี บิดามารดาบุญธรรมได้ส่งไปศึกษาต่อที่สำนักวัดอาจารย์ อาจารย์ สม ภิกษุชาวเขมร วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ การศึกษาในกรุงเทพฯขั้นแรกได้เริ่มเรียนหนังสือโบราณท่องสนธิ เรียนมูลกัจจายนสูตร เป็นเวลา 1 ปี ต่อมา ก็ไปเป็นนักเรียนบาลีไวยากรณ์ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ
เมื่อศึกษาหาความรู้จนอายุได้ 16 ปี ก็กลับบ้านเกิด เพื่อบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ.2463 ณ วัดพิกุลทอง ต.พิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี โดยมีพระอธิการพันจันทสโร เจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ครั้นเมื่อบวชเป็นสามเณรแล้วก็ได้เดินทางกลับไปอยู่วัดชนะสงครามตามเดิม และได้ศึกษาบาลีไวยากรณ์ต่อไปอีก จนสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร จนในปีพ.ศ. 2468 นายเทียน ใจมั่นคง บิดาผู้บังเกิดเกล้าก็ถึงแก่กรรม
โดยความมุมานะพยายามเด็กชายแพ โดยอาศัยแสงสว่างจากเทียนไขหรือตะเกียงอ่านหนังสือและทบทวนตำรา ด้วยสาเหตุนี้ นัยน์ตา อันเป็นส่วนสำคัญของสังขาร ก็เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่ตรากตรำอ่านหนังสือมากเกินไปในที่สุด นายแพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ ได้แนะนำ ไม่ให้อ่านหนังสืออีกต่อไป มิฉะนั้น นัยน์ตาอาจพิการได้ ดังนั้นหลังจากสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยคแล้ว การศึกษาด้านพระปริยัติธรรมก็ต้องยุติลง แต่ด้วยความที่เป็นผู้มีใจใฝ่การศึกษา พระภิกษุแพ เขมังกะโร จึงได้ศึกษาปฏิบัติสมถกัมมัฎฐาน วิปัสสนากัมมัฎฐานในสำนักของพระครูภาวนา วัดเชตุพน
สามเณรเปรียญแพ ได้ทำการอุปสมบทเมื่ออายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ ในวันขึ้น 6 ค่ำ ปีขาล ตรงกับวันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ.2469 ณ พระอุโบสถวัดพิกุลทอง โดยมีพระมงคลทิพย์มุนี เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิ์ราชาวาส กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านพระครูสิทธิเดช วัดชนะสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านเจ้าอธิการอ่อน วัดจำปาทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “เขมังกะโร”(แปลว่า ผู้ทำความเกษม ภายหลังจากอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์แพ เขมังกะโร หรือมหาแพ ก็ได้เดินทางกลับสู่วัดชนะสงคราม เพื่อตั้งใจศึกษาทางด้านพระปริยัติธรรมให้ได้สูงที่สุด จากนั้นไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ ปรมจารย์ชื่อดังยุคนั้นเพื่อเรียนวิชาอาคมจนเชี่ยวชาญไม่แพ้เกจิร่วมสำนักรูปอื่น ๆ เลย
ในปี พ.ศ. 2473 อาจารย์หยด พวงมะสิต เจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง ได้ลาสิกขาบท ทำให้ตำแหน่งว่างลง ชาวบ้านพิกุลทอง และชาวบ้านจำปาทอง จึงนิมนต์ให้พระภิกษุแพมารับเป็นเจ้าอาวาสในเดือน เมษายน พ.ศ. 2474 ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุเพียง 26 ปี ต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงค์ตำแหน่ง ตามหน้าที่การงานต่างๆ ดังนี้
พ.ศ.2482 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะตำบลถอนสมอ
พ.ศ.2483 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็น พระอุปัชฌายะ
พ.ศ.2484 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะอำเภอท่าช้าง
พ.ศ. 2484 เป็นพระครูสัญญาบัตร ผู้ทำกิจปริยัติธรรมวินัยที่พระคณุศรีพรหมโสภิต
พ.ศ. 2515 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ
พ.ศ. 2521 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระสุนทรธรรมภาณี
พ.ศ.2525 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะจังหวัดสมณศักดิ์
พ.ศ. 2530 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่พระสิงหคณาจารย์
พ.ศ. 2535 ได้รับพระราชทานเลื่อนชั้นสมณศักดิ์ เป็นกรณีพิเศษ
วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2535 ในวาระทรงเจริญพระชนม์มายุครบ 60 พรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพสิงหบุราจารย์
พ.ศ. 2539 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นกรณีพิเศษ วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2539ใน วโรกาสเสด็จครองราชย์ครบ 50 ปี เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่พระธรรมมุนี
นับตั้งแต่พระภิกษุแพ ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดพิกุลทอง ได้บำเพ็ญประโยชน์ และสาธารณประโยชน์ทั่วไป ได้แก่ สร้างพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ หอประชุมกุฎิสงฆ์ หอไตร หอฉัน ศาลาวิปัสสนา โรงฟังธรรม ฌาปนสถาน ศาลาเอนกประสงค์ เขื่อนหน้าวัด ฯลฯ ดำเนินการก่อสร้างสารธรณประโยชน์ เพื่ออนุเคราะห์แก่ประชาชนทั่วไป
1. เป็นประธานก่อสร้างโรงพยาบาลอำเภอท่าช้าง
2. เป็นประธานก่อสร้างที่ว่าการอำเภอท่าช้าง
3. เป็นประธานก่อสร้างสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าช้าง
4. เป็นประธานก่อสร้างสถานีอนามัยตำบลพิกุลทอง
5. เป็นประธานก่อสร้างโรงเรียนประชาบาลวัดพิกุลทอง
6. เป็นประธานหาทุนสมทบในการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อำเภอ อินทร์บุรีและสะพานข้ามแม่น้ำน้อย อำเภอท่าช้าง
7. ดำเนินการก่อสร้างสาธารณประโยชน์ ให้กับโรงพยาบาลสิงห์บุรี
พ.ศ. 2528 ก่อสร้างอาคารหลวงพ่อแพ 80 ปี เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 4 ชั้น มูลค่า 11,100,000 บาท (สิบเอ็ดล้านหนึ่งแสนบาทถ้วน) สามารถให้บริการผู้ป่วยได้ 89 เตียง พร้อมทั้งจัดตั้งกองทุนเพื่อใช้เป็นค่ายาและเวชภัณฑ์ สำหรับพระภิกษุสามเณรที่อาพาธในโรงพยาบาลสิงห์บุรี เป็นเงิน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน)
พ.ศ. 2532 ก่อสร้างอาคารเอ็กซเรย์ (อาคารหลวงพ่อแพ 86 ปี) เป็นอาคารคอนกรีต เสริมเหล็ก สูง 2 ชั้น มูลค่า 7,000,000 บาท (เจ็ดล้านบาทถ้วน) ก่อสร้างแล้วเสร็จ และทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2533-35
พ.ศ.2534 ก่อสร้างอาคารหลวงพ่อแพ 90ปี เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง 6 ชั้น มูลค่า 35,095,555 บาท (สามสิบห้าล้านเก้าหมื่นห้าพันห้าร้อยห้าสิบห้าบาทถ้วน) อาคารหลังนี้ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2534 เวลา 09.09 น. และเปิดให้บริการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2537 โดยชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 5 เป็นหอผู้ป่วยสามัญ ชั้นที่ 6 เป็นหอผู้ป่วยพิเศษ จำนวน15 ห้อง และทางโรงพยาบาลสิงห์บุรีได้กราบทูลเชิญ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารหลวงพ่อแพ 90 ปี เมื่อวันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๙
พ.ศ. 2538 ก่อสร้างอาคารหลวงพ่อแพ เขมังกโร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง 9 ชั้น มูลค่า 120,000,000 บาท (หนึ่งร้อยยี่สิบล้านบาทถ้วน) ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อ วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2539 ชั้นที่ 1-2 เป็นแผนกบริการผู้ป่วยนอก ชั้นที่ 3-4 เป็นฝ่ายอำนวยการ ชั้นที่ 5-9 เป็นห้องผู้ป่วย จำนวน 60 ห้อง ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
ตลอดชีวิตของหลวงพ่อได้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์อย่างเอนกอนันต์ และได้อุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้แก่ประชาชนผู้เดือดร้อนหรือตกทุกข์ได้ยากตลอดมาหลวงพ่อแพ เปรียบเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรของประชาชนทั่วไปได้แผ่บารมีช่วยเหลือกิจการต่าง ๆ จวบจนท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 รวมสิริอายุ 94 ปี
รีวิวเมื่อ 19 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 1 ต.ค. 53
รีวิวเมื่อ 1 ต.ค. 53