“สักการะพระธาตุคู่แฝดสีทองอร่าม ชมจุดกำเนิดของ ตุงยักษ์ที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ และขอพรพระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญของพระพุทธเจ้า”
พระธาตุดอยตุง (Phra That Doi Tung Temple) เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 1454 ในรัชสมัยของพญาอุตุมมานราช เจ้าผู้ครองนครโยนกนาคพันธุ์ ตามตำนานเล่าว่าพระมหากัสสปะเถระได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า) มาถวายแก่พญาอุตุมมานราช พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริให้สร้างพระเจดีย์ประดิษฐานไว้บนยอดเขานี้ โดยมีการทำ ตุง (ธง) ขนาดใหญ่ยาวถึงพันวา ปักไว้บนยอดดอยเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าตุงไปสิ้นสุดที่ใด ให้กำหนดเป็นเขตอนุรักษ์พระธาตุ จึงเป็นที่มาของชื่อ ดอยตุง จนถึงปัจจุบัน
ความมหัศจรรย์ของพระธาตุคู่ เดิมทีพระธาตุดอยตุงมีเพียงองค์เดียว แต่ในสมัยพระเจ้าเม็งรายมหาราช ได้มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานเพิ่มอีกองค์หนึ่ง จึงทำให้พระธาตุดอยตุงมีลักษณะเป็นพระเจดีย์คู่สีทองอร่ามทรงระฆังคว่ำบนฐานย่อมุมไม้สิบสองที่สง่างามสม่ำเสมอกัน แม้จะผ่านการบูรณะมาหลายยุคสมัย โดยเฉพาะการบูรณะครั้งใหญ่โดยครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา แต่ยังคงความขลังและมนต์เสน่ห์ของศิลปะล้านนาไว้อย่างเต็มเปี่ยม
ศูนย์รวมความศรัทธาของชาวล้านนา พระธาตุดอยตุงไม่เพียงแต่เป็นปูชนียสถานสำคัญของคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงของชาวลาวและชาวไทยใหญ่ในพม่าด้วย ในทุกๆ ปีช่วงวันเพ็ญเดือน 3 (วันมาฆบูชา) จะมีงานนมัสการพระธาตุดอยตุง ซึ่งผู้แสวงบุญจะเดินเท้าขึ้นดอยเพื่อมาขอพรและเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุ ด้วยความเชื่อว่าหากใครได้มาสักการะสักครั้งในชีวิต จะถือเป็นสิริมงคลสูงสุดและเป็นการสะสมบุญบารมีที่ยิ่งใหญ่
พระธาตุประจำปีเกิดปีมะเมีย (ปีม้า) ตามคติความเชื่อเรื่องพระธาตุประจำปีเกิดของชาวล้านนา พระธาตุดอยตุงถือเป็นสถานที่ที่ผู้เกิดปีมะเมียต้องหาโอกาสมาไหว้ให้ได้ เนื่องจากเป็นพระธาตุที่ตั้งอยู่บนจุดที่สูงที่สุดและมีความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดจุดหนึ่ง นอกจากจะมาขอพรเรื่องสุขภาพและการงานแล้ว ยังนิยมมาทำพิธีสะเดาะเคราะห์และสืบชะตาตามแบบโบราณ ซึ่งเชื่อว่าพระบารมีของพระบรมสารีริกธาตุจะช่วยปกป้องคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง
ทัศนียภาพและการมาเยือนในปัจจุบัน นอกเหนือจากเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และศรัทธาแล้ว พื้นที่รอบองค์พระธาตุดอยตุงยังมีจุดชมวิวที่สวยงาม สามารถมองเห็นเทือกเขาสลับซับซ้อนของเชียงรายและพื้นที่รอยต่อชายแดนได้อย่างชัดเจน บรรยากาศด้านบนมีความเงียบสงบและร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมาปฏิบัติธรรมหรือพักผ่อนใจท่ามกลางธรรมชาติที่บริสุทธิ์ การเดินทางมาที่นี่จึงไม่ใช่แค่การมาท่องเที่ยว แต่คือการมาสัมผัสรากเหง้าและความเชื่อที่หล่อหลอมชาวภาคเหนือมานับพันปี
วิธีการเดินทาง
-
รถยนต์ส่วนตัว: จากพระตำหนักดอยตุง ขับรถขึ้นไปต่ออีกประมาณ 5 กิโลเมตร ทางมีความชันและโค้งค่อนข้างแคบ ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ มีที่จอดรถสะดวกสบายใกล้บริเวณวัด
-
รถรับจ้าง: มีบริการรถสองแถวจากบริเวณปากทางขึ้นดอยตุงและจากบริเวณหน้าพระตำหนัก
คำแนะนำ
-
การแต่งกาย: ต้องแต่งกายสุภาพ (งดกางเกงขาสั้น เสื้อแขนกุด) เพื่อเป็นการให้เกียรติสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
-
ข้อปฏิบัติ: การเวียนเทียนรอบพระธาตุควรเวียนขวา (ตามเข็มนาฬิกา) 3 รอบ เพื่อความเป็นสิริมงคล
-
ของฝาก: บริเวณทางเข้าวัดมีร้านค้าชุมชนจำหน่ายของที่ระลึกและผลไม้เมืองหนาวตามฤดูกาล
ค่าเข้าชม:
- ไม่เสียค่าเข้าชม (สามารถร่วมทำบุญได้ตามศรัทธา)
เวลาเปิด-ปิด:
- เปิดทุกวัน 07:00 – 18:00 น.
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 6 รายการ)รีวิวเมื่อ 4 ส.ค. 53
รีวิวเมื่อ 4 ส.ค. 53
รีวิวเมื่อ 4 ส.ค. 53
รีวิวเมื่อ 4 ส.ค. 53
พระสังกัจจายจีนจะมีพระพักตร์ยิ้มแย้มแจ่มใส มีหน้าตาค่อนไปทางจีน และไม่ใช่พระอรหันต์ของพระพุทธเจ้า แต่เป็นรูปจำลองอีกแบบหนึ่งของพระโพธิสัตว์ ศรีอาริยเมตไตรย ในคติพุทธศาสนนิกายมหายานแบบจีนเป็นที่นิยมบูชากันอย่างกว้าขวาง เพราะเชื่อกันว่า ท่านบันดาลโชคลาภโภคทรัพย์ และความเป็นสิริมงคล ให้แก่ผู้บูชา
รีวิวเมื่อ 4 ส.ค. 53
รีวิวเมื่อ 4 ส.ค. 53