“นมัสการ "พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ" พระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของจังหวัดอ่างทอง”
วัดม่วง (Muang Temple) เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดอ่างทองที่ผู้มาเยือนแทบทุกคนต้องแวะสักการะ ด้วยประวัติความเป็นมาที่โดดเด่นจากการได้รับการปฏิสังขรณ์ฟื้นฟูจากวัดร้างให้กลับมาเป็นพุทธสถานอันวิจิตรตระการตาโดย หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ อดีตเจ้าอาวาสผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวัดแห่งนี้ให้กลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชน วัดม่วงตั้งอยู่ท่ามกลางท้องทุ่งนาที่กว้างใหญ่และเงียบสงบ ทำให้บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความร่มเย็นและศักดิ์สิทธิ์ โดดเด่นด้วยการเป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อใหญ่” พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดมหึมาที่มีความสูงถึง 92 เมตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปที่สูงที่สุดในประเทศไทย และสามารถมองเห็นได้จากระยะไกลหลายกิโลเมตร
หลวงพ่อใหญ่ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา แต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวอ่างทองและพุทธศาสนิกชนจากทั่วประเทศ องค์พระมีลักษณะสง่างาม ยิ่งใหญ่ และเปี่ยมด้วยพลังแห่งศรัทธา การก่อสร้างองค์พระสะท้อนถึงความตั้งใจและความศรัทธาอย่างแรงกล้าของผู้ร่วมสร้างในยุคปัจจุบัน เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าองค์หลวงพ่อใหญ่ ผู้มาเยือนมักจะรู้สึกถึงความสงบ ความเลื่อมใส และความเล็กน้อยของตนเองเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของพุทธศิลป์ไทย
อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของวัดม่วงคือ วิหารแก้วรัตนมณี ซึ่งเป็นอาคารที่ประดับตกแต่งด้วยกระจกชิ้นเล็ก ๆ ระยิบระยับทั้งภายในและภายนอก สร้างความงดงามอลังการดุจดั่งปราสาทแก้ว ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปเนื้อเงินแท้องค์แรกและองค์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บรรยากาศภายในให้ความรู้สึกเสมือนอยู่บนสรวงสวรรค์ สะท้อนถึงความศรัทธาและความประณีตในงานพุทธศิลป์ร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน
รอบบริเวณวัดยังมีการจัดแสดงรูปปั้นจำลองเรื่องราวแดนนรก แดนสวรรค์ และฉากจากวรรณคดีไทยต่าง ๆ ซึ่งสอดแทรกคติธรรมและคำสอนทางพุทธศาสนาไว้อย่างลึกซึ้ง รูปปั้นเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสื่อการเรียนรู้ที่เข้าใจง่าย ช่วยให้ผู้มาเยือนได้ตระหนักถึงเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ และการดำเนินชีวิตตามหลักศีลธรรม วัดม่วงจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สักการะ แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านคุณธรรมสำหรับทุกเพศทุกวัย
บรรยากาศภายในวัดมีความกว้างขวาง เป็นระเบียบ และมีการจัดสัดส่วนพื้นที่อย่างเหมาะสม แม้จะมีผู้มาเยือนจำนวนมากในแต่ละวัน แต่ยังคงรักษาความศักดิ์สิทธิ์และพลังแห่งศรัทธาเอาไว้ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณปลายนิ้วของหลวงพ่อใหญ่ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ศรัทธาได้สัมผัสพระหัตถ์เพื่อขอพร เชื่อกันว่าจะช่วยเสริมความสำเร็จในหน้าที่การงาน ชีวิต และความเจริญรุ่งเรือง เป็นประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจและเติมเต็มกำลังใจให้กับผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี
สำหรับนักถ่ายภาพ ศิลปิน และผู้รักงานศิลปะ วัดม่วงมอบมุมมองที่ยิ่งใหญ่ อลังการ และทรงพลังในทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นแสงยามเช้าที่สาดกระทบองค์พระสีทองอร่าม หรือช่วงเย็นที่ท้องฟ้าเปลี่ยนเฉดสีตัดกับสถาปัตยกรรมไทยพุทธอันยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ ภายในพื้นที่วัดยังมีพิพิธภัณฑ์วัตถุมงคลและของโบราณที่รวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา วัดม่วงจึงเป็นสถานที่ที่ผสมผสานความงดงามทางศิลปะ พุทธศิลป์ และความสงบทางจิตใจไว้อย่างลงตัว เป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเสริมสิริมงคลและสัมผัสความภาคภูมิใจในพุทธศิลป์ไทยระดับโลก
วิธีการเดินทาง
โดยรถยนต์ส่วนตัว:
- จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางสายเอเชียมุ่งหน้าอ่างทอง แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 3195 (อ่างทอง-สุพรรณบุรี) ประมาณกิโลเมตรที่ 29 จะเห็นองค์พระใหญ่ชัดเจน
โดยรถสาธารณะ:
- ขึ้นรถตู้สายกรุงเทพฯ-อ่างทอง หรือกรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี แล้วลงที่อำเภอวิเศษชัยชาญ ต่อรถรับจ้างท้องถิ่นเข้าสู่วัด
คำแนะนำ
-
ช่วงเวลาที่แนะนำคือเช้าตรู่ (06:00 - 09:00 น.) เพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนและถ่ายรูปองค์พระโดยไม่ย้อนแสงมากนัก
-
เตรียมหมวกหรือร่มมาด้วย เนื่องจากพื้นที่รอบองค์พระใหญ่เป็นลานกว้างและค่อนข้างร้อนในช่วงกลางวัน
-
กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดคือการ "สัมผัสปลายนิ้วหลวงพ่อใหญ่" เพื่อขอพร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัดแห่งนี้
-
ควรแต่งกายชุดสุภาพเพื่อให้เกียรติสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และเตรียมถุงเท้ามาใส่หากกังวลเรื่องความร้อนของพื้นหินอ่อนรอบองค์พระ
ค่าเข้าชม
-
นักท่องเที่ยวชาวไทย: ผู้ใหญ่ ฟรี, เด็ก ฟรี
-
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ: ผู้ใหญ่ ฟรี, เด็ก ฟรี
เวลาเปิด-ปิด:
-
เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06:00 – 18:00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ ปิด 19:00 น.)
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 2 รายการ)รีวิวเมื่อ 22 ธ.ค. 54
รีวิวเมื่อ 22 ธ.ค. 54