“วัดสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ใช้ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ประดิษฐานพระประธานเก่าแก่ และมีอุโบสถสถาปัตยกรรมย้อนยุคงดงามริมแม่น้ำน่าน”
วัดศรีสวรรค์สังฆาราม (Si Sawan Sangkharam Temple ) หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันติดปากว่า วัดถือน้ำ เป็นพระอารามที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงยุทธศาสตร์และสถาบันพระมหากษัตริย์ของจังหวัดนครสวรรค์ สันนิษฐานว่ามีรากฐานยาวนานมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยตอนปลาย และมีบทบาทเด่นชัดในฐานะสถานที่ประกอบ พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่เหล่าข้าราชบริพารต้องมากล่าวคำสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์พระพุทธรูปประธานและดื่มน้ำพระพุทธมนต์เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ ความสำคัญนี้สะท้อนผ่านชื่อเดิมของวัดที่โยงใยกับวิถีการปกครองและจารีตประเพณีโบราณที่สืบทอดกันมานานหลายศตวรรษ ทำให้วัดแห่งนี้เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของระเบียบข้าราชการเมืองนครสวรรค์
พระอุโบสถและเหตุการณ์สำคัญแห่งประวัติศาสตร์ :
พระอุโบสถหลังเก่าของวัดถือน้ำมีอายุมากกว่าหนึ่งศตวรรษ เป็นอาคารทรงไทยที่รักษาเค้าโครงศิลปกรรมแบบดั้งเดิมไว้อย่างน่าเลื่อมใส ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีพุทธลักษณะงดงามและเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความศรัทธา จุดเปลี่ยนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2519 เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีตัดลูกนิมิตพระอุโบสถหลังใหม่ ท่ามกลางพสกนิกรที่มารับเสด็จอย่างเนืองแน่น การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้นนับเป็นมหามงคลสูงสุดที่จารึกไว้ในหัวใจของชาวนครสวรรค์อย่างไม่รู้ลืม
หลังเสร็จสิ้นพิธีทางศาสนา ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถภายในพระวิหาร ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระองค์ทรงแสดงความห่วงใยต่อมรดกทางวัฒนธรรม โดยได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 10,000 บาท เพื่อเป็นทุนเริ่มแรกในการดูแลรักษาวัด พร้อมทั้งทรงมีพระราชปรารภสำคัญให้ทางวัดและกรมศิลปากรช่วยกันอนุรักษ์พระอุโบสถหลังเก่าไว้ให้คงสภาพเดิมมากที่สุด เพื่อให้เป็นโบราณสถานอันทรงคุณค่าและเป็นแหล่งเรียนรู้แก่คนรุ่นหลัง พระราชดำรัสในวันนั้นจึงกลายเป็นเข็มทิศสำคัญที่ทำให้วัดถือน้ำยังคงความสง่างามของสถาปัตยกรรมโบราณควบคู่ไปกับอาคารสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
การบูรณะและการอนุรักษ์เพื่อแผ่นดิน :
จากการได้รับพระราชทานแนวทางอนุรักษ์ หลวงพ่อสมควร เจ้าอาวาสในขณะนั้น จึงได้เริ่มโครงการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งยิ่งใหญ่ โดยได้รับความร่วมมือร่วมใจจากพุทธศาสนิกชนและชาวบ้านในพื้นที่ที่สละทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ จนกระทั่งการบูรณะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นปีที่เป็นมิ่งมงคลยิ่งเนื่องจากตรงกับวาระ สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี การบูรณะในครั้งนั้นจึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวนครสวรรค์และปวงชนชาวไทยตลอดมา
สิ่งที่น่าชมและสมควรแก่การศึกษาภายในวัด :
เมื่อก้าวเข้าสู่บริเวณวัดถือน้ำ สิ่งที่ดึงดูดสายตาคือหมู่โบราณสถานอันประกอบด้วย พระอุโบสถหลังเก่า ที่มีลวดลายอ่อนช้อย พระวิหารและเจดีย์โบราณ ที่ตั้งตระหง่านเป็นประจักษ์พยานแห่งกาลเวลา รวมถึง ศาลาถือน้ำ ที่จำลองบรรยากาศแห่งพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ในอดีต นอกจากนี้ยังมี พิพิธภัณฑ์วัดศรีสวรรค์สังฆาราม ที่เป็นคลังแห่งปัญญา จัดแสดงโบราณวัตถุหายากที่หาชมได้ยากยิ่ง เช่น ตู้พระธรรมลายรดน้ำ ที่มีความละเอียดอ่อนของลายกนก เครื่องประดับมุก และเครื่องปั้นดินเผาสุโขทัยและอยุธยาจำนวนมาก ซึ่งโบราณวัตถุเหล่านี้ล้วนบอกเล่าเรื่องราวความเจริญรุ่งเรืองของเมืองปากน้ำโพในฐานะเมืองหน้าด่านที่สำคัญของไทยได้อย่างชัดเจน
วิธีการเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว:
- จากตัวเมืองนครสวรรค์ ข้ามสะพานเดชาติวงศ์ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหมายเลข 3004 มุ่งหน้าแควใหญ่ หรือใช้เส้นทางเลียบแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก มีป้ายบอกทางตลอดเส้นทาง
ทางเรือ:
- สามารถเช่าเรือจากท่าน้ำตลาดปากน้ำโพ ล่องแม่น้ำน่านมายังวัด พร้อมชมทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำ
คำแนะนำ
-
บรรยากาศ: เป็นวัดที่เงียบสงบและร่มรื่นมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสงบเพื่อกราบพระและเดินชมโบราณสถานโดยไม่เร่งรีบ
-
การเข้าชม: หากต้องการชมโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ แนะนำให้สอบถามทางวัดล่วงหน้าหรือเดินทางมาในช่วงเวลาปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์
-
สิ่งอำนวยความสะดวก: พื้นที่วัดกว้างขวาง มีทางลาดสำหรับรถเข็น (Wheelchair Friendly) สะดวกสำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ
ค่าเข้าชม:
- เข้าชมฟรี
เวลาเปิด–ปิด:
- เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08:00 – 17:00 น.