“ชมกังหันลมยักษ์บนเนินเขาสีเขียวคล้ายทุ่งเทเลทับบีส์ นั่งรถรางโต้ลมหนาว สัมผัสทะเลหมอกยามเช้า และสนุกกับกิจกรรมชาวม้งสุดประทับใจ”
ทุ่งกังหันลม เขาค้อ (Khao Kho Wind Farm) ตั้งอยู่บริเวณบ้านเพชรดำ ตำบลทุ่งสมอ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ บนความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,050 เมตร พื้นที่แห่งนี้เดิมถูกพัฒนาเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของเอกชน เพื่อใช้ศักยภาพด้านกระแสลมที่พัดผ่านแนวสันเขาของเขาค้อเกือบตลอดทั้งปี ต่อมาเมื่อกังหันลมขนาดยักษ์สีขาวจำนวนมากถูกติดตั้งเรียงรายบนแนวภูเขา ท่ามกลางทิวทัศน์ของภูเขาสลับซับซ้อนและทุ่งหญ้าสีเขียวกว้างใหญ่ จึงทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นจุดเช็กอินสำคัญของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนเขาค้อ
ลักษณะเด่นของทุ่งกังหันลมคือการผสมผสานระหว่าง “พลังงานสะอาด” และ “ภูมิทัศน์ธรรมชาติ” ได้อย่างลงตัว กังหันลมแต่ละต้นมีความสูงมากกว่า 100 เมตร ตั้งโดดเด่นอยู่บนแนวสันเขา สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล โดยเฉพาะในช่วงเช้าหรือเย็นที่แสงอาทิตย์ส่องกระทบกับเสากังหันสีขาว จะเกิดเป็นภาพที่สวยงามและโดดเด่นมาก เมื่อมองจากมุมสูงจะเห็นทิวเขาเรียงตัวต่อเนื่องสุดสายตา พร้อมทะเลหมอกที่ลอยตัวอยู่ตามหุบเขาในบางวัน โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวระหว่างเดือนตุลาคมถึงมกราคม ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของปี เพราะอากาศเย็นสบาย มีลมพัดตลอดทั้งวัน และธรรมชาติโดยรอบยังคงเขียวชอุ่มอย่างสวยงาม
ภายในพื้นที่ท่องเที่ยวมีการจัดระบบให้นักท่องเที่ยวจอดรถบริเวณด้านหน้า ก่อนใช้บริการรถรางท้องถิ่นเพื่อเข้าสู่จุดชมวิวด้านใน เนื่องจากพื้นที่มีลักษณะเป็นเนินเขากว้างและมีหลายจุดแวะชมวิว รถรางจะพานักท่องเที่ยวผ่านจุดถ่ายรูปสำคัญต่างๆ เช่น เนินหญ้าขนาดใหญ่ที่นักท่องเที่ยวนิยมเรียกว่า “ทุ่งเทเลทับบีส์” เพราะมีลักษณะเป็นเนินโค้งมนสีเขียวคล้ายฉากในรายการเด็กชื่อดัง นอกจากนี้ยังมีทางเดินลงไปถ่ายภาพกับกังหันลมในมุมใกล้ รวมถึงจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเขาค้อได้แบบ 360 องศา ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการถ่ายภาพวิวธรรมชาติ ภาพพรีเวดดิ้ง รวมถึงคอนเทนต์ท่องเที่ยวบนโซเชียลมีเดีย
อีกหนึ่งจุดเด่นของทุ่งกังหันลมคือกิจกรรมท่องเที่ยวและพื้นที่เกษตรบนภูเขาที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมตามฤดูกาล บางช่วงจะมีแปลงดอกไม้เมืองหนาว เช่น ดอกเวอร์บีน่า ดอกคอสมอส และดอกไม้สีสันสดใสที่ปลูกเรียงตามแนวเนินเขา นอกจากนี้ยังมีไร่สตรอว์เบอร์รีและพืชผลเมืองหนาวของชาวบ้านในพื้นที่ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อผลผลิตสดจากเกษตรกรได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี ข้าวโพดหวาน อะโวคาโด หรือผักเมืองหนาวต่างๆ ซึ่งถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว
บริเวณโดยรอบของทุ่งกังหันลมยังเต็มไปด้วยร้านกาแฟ ร้านอาหาร และที่พักสไตล์รีสอร์ตที่กระจายตัวอยู่ตามแนวเขา หลายแห่งออกแบบให้สามารถมองเห็นวิวกังหันลมและทะเลภูเขาได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อุณหภูมิอาจลดต่ำลงจนเกิดหมอกปกคลุมในช่วงเช้า ทำให้นักท่องเที่ยวนิยมพักค้างคืนเพื่อสัมผัสบรรยากาศของเขาค้ออย่างเต็มที่ ในช่วงวันหยุดยาวหรือฤดูท่องเที่ยว พื้นที่แห่งนี้จะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางเข้ามา จึงควรวางแผนการเดินทางและจองที่พักล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคมซึ่งถือเป็นช่วงพีคของเขาค้อ
แม้ว่าทุ่งกังหันลมจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูง แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงรักษาสภาพธรรมชาติของภูเขาและพื้นที่เกษตรกรรมเอาไว้ได้ค่อนข้างดี นักท่องเที่ยวจึงสามารถสัมผัสทั้งวิวภูเขา อากาศเย็น และวิถีชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูงได้ในสถานที่เดียว ความโดดเด่นของกังหันลมขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางธรรมชาติ ทำให้ทุ่งกังหันลม เขาค้อ กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สะท้อนภาพของเขาค้อได้ชัดเจนที่สุด และยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ
วิธีการเดินทาง
- จากตัวเมืองเพชรบูรณ์ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 21 ไปทางอำเภอหล่มสัก จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) ขับตรงไปทางเขาค้อ แล้วเลี้ยวเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2302 (ไปทางบ้านทุ่งสมอ) จะมีป้ายบอกทางไปยังทุ่งกังหันลมและบ้านเพชรดำอย่างชัดเจน ทางขึ้นช่วงสุดท้ายเป็นเนินเขาแต่ถนนลาดยางรถทุกชนิดสามารถเข้าถึงได้สะดวก
คำแนะนำ
- ควรมาถึงก่อน 07.00 น. หากต้องการชมทะเลหมอกยามเช้า
- ช่วงปลายฝนต้นหนาวเป็นช่วงที่วิวสวยและอากาศดีที่สุด
- เตรียมเสื้อกันลมหรือเสื้อคลุมบางๆ เพราะลมแรงตลอดวัน
- หลีกเลี่ยงการมาเที่ยวช่วงเที่ยงเพราะแดดค่อนข้างแรง
ค่าเข้าชม:
-
เข้าชมบริเวณพื้นที่รอบนอกและลานจอดรถฟรี
-
ค่าบริการรถรางนำเที่ยวเข้าไปด้านใน: คนละ 40 บาท
-
ค่าเข้าชมสวนดอกไม้หรือกิจกรรมเครื่องเล่นต่างๆ (ชิงช้า/รถเลื่อนม้ง): มีค่าบริการเพิ่มเติมแยกต่างหากตามแต่ละจุด (ประมาณ 20 - 50 บาท)
เวลาเปิดปิดทำการ:
- เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 น. – 18.30 น.