“กราบสักการะปฐมกษัตริย์ผู้ทรงเป็น วีรบุรุษผู้ปกป้องเมืองสองแคว พร้อมเรียนรู้ประวัติศาสตร์เหตุการณ์การขอดูตัวของแม่ทัพพม่า อะแซหวุ่นกี้ ที่เกิดขึ้นจริง ณ สมรภูมิแห่งนี้”
อนุสาวรีย์เจ้าพระยาจักรี (Monument of Chao Phraya Chakri) แห่งนี้ถูกจัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงพระปรีชาสามารถของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็น เจ้าพระยาจักรี ในปี พ.ศ. 2318 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กองทัพพม่าโดยแม่ทัพผู้เจนจัดอย่าง อะแซหวุ่นกี้ ยกพลมาล้อมเมืองพิษณุโลก ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเจ้าพระยาจักรีได้ทรงนำกำลังทหารเข้าต่อสู้ป้องกันเมืองอย่างเข้มแข็งและมีชั้นเชิงทางการรบที่ยอดเยี่ยม จนทำให้แม่ทัพฝ่ายศัตรูเกิดความเลื่อมใสถึงกับต้องขอสงบศึกชั่วคราวเพื่อขอดูตัวแม่ทัพไทย และได้พยากรณ์ไว้ว่าท่านจะได้เป็นกษัตริย์สืบไปในภายหน้า อนุสาวรีย์แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจในชัยชนะและการรักษาเอกราชของแผ่นดิน ณ ลุ่มน้ำน่าน
บุคคลสำคัญที่ประดิษฐาน ณ อนุสาวรีย์แห่งนี้คือ เจ้าพระยาจักรี หรือปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงเป็นแม่ทัพใหญ่คู่พระทัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในสมัยกรุงธนบุรี ท่านทรงเป็นมหาบุรุษที่มีความผูกพันกับเมืองพิษณุโลกอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากใช้เมืองสองแควแห่งนี้เป็นชัยภูมิหลักในการสกัดกั้นการรุกรานจากข้าศึกทางทิศเหนือและตะวันตกหลายครั้ง ด้วยพระปรีชาสามารถทั้งในด้านการวางแผนยุทธศาสตร์และความกล้าหาญในการรบ ทำให้ท่านทรงเป็นที่เคารพรักและศรัทธาของเหล่านักรบและชาวเมืองพิษณุโลกสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จนนำมาสู่การร่วมแรงร่วมใจกันของชาวจังหวัดพิษณุโลกและกองทัพภาคที่ 3 เพื่อจัดสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะวีรบุรุษผู้ปกป้องเมือง
ปัจจุบันอนุสาวรีย์แห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของข้าราชการทหารและประชาชนทั่วไปที่นิยมเดินทางมาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมีความเชื่อที่โดดเด่นที่สุดคือการมาขอพรใน เรื่องการงานและการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง" เนื่องจากเชื่อกันว่าบารมีของท่านซึ่งเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในหน้าที่การงานจากระดับแม่ทัพขึ้นสู่กษัตริย์ จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ที่มาขอพรได้รับชัยชนะเหนืออุปสรรค มีความเจริญก้าวหน้าในสายอาชีพ และมีอำนาจบารมีในการปกครองบริวารดั่งเช่นวีรกรรมที่ท่านเคยทำไว้ในอดีต นอกจากความศักดิ์สิทธิ์แล้ว บริเวณที่ตั้งของอนุสาวรีย์ยังแฝงไปด้วยมนต์ขลังของอดีตสมรภูมิที่เคยเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชาติไทย การมาเยือนที่นี่จึงไม่ใช่เพียงการมาสักการะรูปเคารพ แต่คือการได้ยืนอยู่บนผืนดินที่มีประวัติศาสตร์การกอบกู้เอกราชอย่างยาวนาน สภาพแวดล้อมโดยรอบที่ได้รับการดูแลอย่างเป็นระเบียบตามแบบฉบับพื้นที่ทหาร ช่วยส่งเสริมให้บรรยากาศดูสงบและน่าเกรงขาม เหมาะแก่การนั่งพักผ่อนและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของเหล่าบรรพชนที่ได้สละเลือดเนื้อเพื่อรักษาเมืองสองแควแห่งนี้ไว้ ในช่วงยามเย็น แสงไฟที่ประดับรอบอนุสาวรีย์จะส่องสว่างตัดกับท้องฟ้า ทอประกายให้รูปหล่อโลหะดูสง่างามและทรงพลังอย่างยิ่ง เป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้กับทั้งช่างภาพและนักท่องเที่ยวที่ต้องการเก็บภาพความทรงจำอันทรงคุณค่าก่อนจะออกเดินทางต่อไป
วิธีการเดินทาง
-
รถยนต์ส่วนตัว: ขับไปตามถนนพิษณุโลก-หล่มสัก อนุสาวรีย์ตั้งอยู่เด่นชัดบริเวณหน้าค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
-
รถรับจ้าง: สามารถใช้บริการรถตุ๊กตุ๊กหรือรถรอบเมือง แจ้งว่าลงที่หน้าค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
คำแนะนำ
-
ช่วงเวลาที่แนะนำ: ช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็น (หลัง 16:30 น.) เพื่อหลีกเลี่ยงอากาศร้อนและได้แสงที่สวยงามในการถ่ายภาพ
-
การแต่งกาย: โปรดแต่งกายสุภาพ (งดสวมกางเกง/กระโปรงสั้น หรือเสื้อแขนกุด) เนื่องจากเป็นเขตพื้นที่ทหาร
-
ของสักการะ: พวงมาลัยดอกดาวเรืองหรือดอกกุหลาบสีแดง เป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่มาขอพรเรื่องความสำเร็จในหน้าที่การงาน
-
สถานที่ใกล้เคียง: คุณสามารถจัดแผนเที่ยวต่อที่พิพิธภัณฑ์ทหาร กองทัพภาคที่ 3 และพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี ได้ง่ายๆ เพราะอยู่ห่างไปเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
ค่าเข้าชม:
-
เข้าชมฟรี
เวลาเปิด-ปิด:
- เปิดทุกวัน: 08:00 – 18:00 น.