ทริปท่องเที่ยว


ชื่อทริป

รายละเอียด

เข้าดู

วันที่

หมู่บ้านเล็กกลางหุบเขา

หมู่บ้านเล็กกลางหุบเขา

ท่ามกลางแนวเทือกเขาสูงใหญ่ของโลก ยังมีหมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขาอย่างเงียบงาม กระจายอยู่ในหลายภูมิภาค ตั้งแต่เทือกเขาแอลป์ของยุโรป ไปจนถึงแนวเทือกเขาหิมาลัย และภูมิประเทศหินปูนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่บ้านเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงภูมิทัศน์ที่งดงามเท่านั้น แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความสงบที่หาได้ยากในเมืองใหญ่ หมู่บ้านกลางหุบเขาในยุโรป เช่น เมืองเซอร์แมท(Zermatt)และ เลาเทอร์บรุนเนิน(Lauterbrunnen)โดดเด่นด้วยทิวทัศน์เทือกเขาแอลป์ที่ยิ่งใหญ่ รายล้อมด้วยยอดเขาหิมะ น้ำตก และทุ่งหญ้าเขียวในฤดูร้อน ให้บรรยากาศโรแมนติกและเงียบสงบตลอดทั้งปี ขณะที่หมู่บ้านมรดกโลกอย่าง ชิราคาวาโกะ(Shirakawa-go)ในญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านบ้านทรงกัสโชที่กลมกลืนกับธรรมชาติอย่างลงตัว ในแนวเทือกเขาหิมาลัย หมู่บ้านอย่าง นัมเช บาซาร์(Namche Bazaar),หมู่บ้านเตอร์ตุ๊ก(Turtuk)และเมืองโบราณตู้เค่อจง(แชงกรี-ลา) สะท้อนเสน่ห์ของชุมชนบนภูเขาสูงที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่าประทับใจ รายล้อมด้วยภูมิประเทศที่ยิ่งใหญ่ วัฒนธรรมเฉพาะถิ่น และบรรยากาศของเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากวังเวียงในลาวที่โดดเด่นด้วยภูเขาหินปูนและแม่น้ำที่โอบล้อมหมู่บ้านไว้อย่างสวยงามแล้ว ชุมชนเล็กกลางหุบเขาอย่าง แม่กำปองจังหวัดเชียงใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของหมู่บ้านที่ยังคงเสน่ห์ของวิถีชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติของป่าเขา ลำธาร และชุมชนท้องถิ่นที่อบอุ่น เป็นจุดหมายปลายทางที่สะท้อนแนวคิดของการท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์ได้อย่างชัดเจน แม้หมู่บ้านแต่ละแห่งจะตั้งอยู่ต่างภูมิประเทศ ต่างวัฒนธรรม และต่างทวีป แต่สิ่งที่เหมือนกันคือบรรยากาศของความสงบเรียบง่าย ธรรมชาติที่ใกล้ชิด และจังหวะชีวิตที่ดำเนินไปอย่างช้าๆ จนทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเหมือนได้หยุดพักจากความเร่งรีบของโลกภายนอก หากคุณกำลังมองหาปลายทางที่ให้ทั้งความงดงามของธรรมชาติ ความเงียบสงบ และเสน่ห์ของวิถีชีวิตท้องถิ่น หมู่บ้านเล็กกลางหุบเขาเหล่านี้คือจุดหมายที่ควรค่าแก่การไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต และถ้าคุณเคยไปเยือนหมู่บ้านกลางหุบเขาที่ไหนในโลกที่ประทับใจ อย่าลืมมาแบ่งปันประสบการณ์ หรือแนะนำสถานที่เพิ่มเติมให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกันนะครับ ยังมีหมู่บ้านสวยๆ ที่คุณอยากแนะนำอีกไหม? มาแชร์กันได้เลย

หมู่บ้านเล็กกลางหุบเขา 4182

0000-00-00 00:00:00

0 นาที

เส้นทางแห่งศรัทธา พระแก้วมรกต

เส้นทางแห่งศรัทธา พระแก้วมรกต

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวไทย ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (หรือ วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร เส้นทางพระแก้วมรกต ประมาณนี้ครับ - เกาะลังกา เมื่อประมาณปี พ.ศ. 800 - เมืองนครธม ในอาณาจักรขอมโบราณ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1000 - เมืองอโยชปุระ หรือเมืองอโยธยาโบราณ ในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช - เมืองกำแพงเพชร ในสมัยพระยาวิเชียรปราการ - เมืองเชียงราย ในสมัยเจ้ามหาพรหม ประมาณปี พ.ศ. 1979 - นครเขลางค์ หรือเมืองลำปาง ระหว่างปี พ.ศ. 1979 – พ.ศ. 2011 - เมืองเชียงใหม่ ระหว่างปี พ.ศ. 2011 – พ.ศ. 2096 ในสมัยพระเจ้าติโลกราช - เมืองหลวงพระบาง ในปี พ.ศ. 2096 - เมืองเวียงจันทน์ ระหว่างปี พ.ศ.2096 - พ.ศ. 2322 - กรุงธนบุรี ระหว่างปี พ.ศ. 2322 – พ.ศ. 2327 - กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2327 - ปัจจุบัน ------------------------------------------ ประวัติ(ตำนาน) ภาคแรก (การสถาปนา) ตามตำนานพระแก้วมรกต ในบันทึกแนบท้ายพระราชพงศาวดารเหนือ ระบุไว้ว่า พระแก้วมรกตสร้างขึ้นในปี พุทธศักราช 500 โดยพระนาคเสนเถระ วัดอโศการาม กรุงปาฏลีบุตร ในแผ่นดินพระเจ้ามิลินท์ (เมนันเดอร์) โดยเริ่มแรก เริ่มจากพระนาคเสนเถระได้ปวารณา จะสร้างพระพุทธรูปให้สืบต่อพระพุทธศาสนาจรด 5000 พระพุทธศักราช จึงได้เป็นกังวลว่าจะหาวัสดุใดมาสร้างพระพุทธรูปนี้ ด้วยปริวิตกว่า หากใช้ไม้ ก็จะไม่อยู่ถึง 5000 พระชันษา หากใช้เหล็ก ก็อาจจะถูกนำไปหลอมละลายเมื่อคราวจะมีผู้ทำลาย หากจะใช้หินศิลาธรรมดา ก็จะดูเป็นพระพุทธรูปสามัญทั่วไป จึงได้ตกลงปลงใจเลือกใช้แก้วมณีมาจำหลักพระพุทธรูป เพียงแต่ยังกังวลว่าจะใช้แก้วมณีชนิดใด การนั้น สมเด็จพระอมรินทราธิราช พร้อมกับพระวิสสุกรรมเทพบุตร ได้จำแลงกายเป็นมานพธรรมดา ไปกราบนมัสการพระคุณเจ้าว่า ตนทั้งสองเป็นพ่อค้าเดินทางมาหลายที่ ได้ไปพบแก้วรัตนโสภณมณีโชติ อันมีรัตตนายกดิลกเฉลิม 3000 ดวง สีแดงสุกใส ที่เขาวิบุลบรรพต (เวฬุบรรพต) ณ ดินแดนห่างไกลโพ้น คิดว่าเป็นแก้วที่เหมาะสมควร แก่การนำมาจำหลักพระพุทธรูปให้สืบพระพุทธศาสนาจรด 5000 พระพุทธศักราช ว่าแล้วดังนั้น เมื่อถึงเขาวิบุลบรรพต สมเด็จพระอมรินทราธิราช จึงโปรดให้พระวิสสุกรรมเทพบุตร เข้าไปนำแก้วรัตนโสภณมณีโชติมา แต่พระวิสสุกรรมทรงกราบทูลว่า ยักษ์ผู้เฝ้าแก้วนั้นมิยอมมอบให้ สมเด็จพระอมรินทราธิราชจึงเสด็จด้วยพระองค์เอง พวกยักษ์ก็ยังกราบทูลไม่ถวายแก้วรัตนโสภณมณีโชติเช่นเดิม โดยทูลเหตุผลประกอบว่า แก้วนี้เป็นแก้วคู่บุญบารมีพระบรมศุลีจอมไกรลาส เป็นแก้วชั้นมหาจักรพรรดิ มิสามารถถวายให้ได้จริง สมเด็จพระอมรินทราธิราชจึงตรัสตอบว่า จะทรงนำไปจำหลักพระพุทธรูปให้สืบทอดพระพุทธศาสนาตลอดล่วง 5000 พระชันษา เหล่ายักษ์จึงประชุมกันและลงความเห็น มอบแก้วโลกาทิพยรัตตนายก อันมีรัตนายกดิลกเฉลิม 1000 ดวง สีเขียวทึบ (หยกอ่อน) ให้ไปแทน เมื่อถึงวัดอโศการาม จึงทรงมอบให้พระนาคเสน และพระวิษุกรรมจึงทรงจำหลักพระพุทธรูปองค์นี้ถวายดังพระประสงค์ เมื่อจำหลักเสร็จเรียบร้อยเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงาม ตามประสงค์ของพระนาคเสนเถระแล้ว พระนาคเสนจึงบอกบุญไปยังอุบาสก อุบาสิกา สร้างมหาวิหารใกล้กับอโศการาม แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตขึ้นประดิษฐานไว้เหนือแท่นรัตนบัลลังก์ และปฐมฐาปนาถวายพระนามว่า พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต นอกจากนี้ในตำนานยังระบุด้วยว่าขณะที่ประดิษฐานอยู่นั้น พ่อค้าวานิช และพระมหาราชาธิราชจากประเทศต่างๆที่มาสักการะ ต่างพบเห็นพระแก้วมรกตเปล่งพระรัศมีออกมางามหาที่เปรียบมิได้ เป็นที่น่าพิศวงยินดียิ่งนัก พระนาคเสนจึงได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ลงไปในพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต 7 พระองค์ คือพระโมลี พระนลาฏ พระนาภี พระหัตถ์ซ้าย-ขวา และพระเพลาซ้าย-ขวา แต่เมื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานแล้วนั้น เกิดเหตุการแผ่นดินไหวขึ้น พระนาคเสนเห็นเหตุการณ์นั้น จึงทราบด้วยฌานสมาบัติ และพยากรณ์ว่า พระแก้วองค์นี้ เห็นทีจะไม่ได้ดำรงพระชันษาตลอด 5000 พระพุทธศักราช หากจะให้ครบ ควรจะเสด็จไปโปรดสรรพสัตว์ในเบญจประเทศ คือ ลังกาทวีป กัมโพชะศรีอโยธยา โยนะวิสัย ปะมะหละวิสัย และ สุวรรณภูมิ ภาค 2 (เสด็จลังกาทวีปและแผ่นดินกัมพูชา) พุทธศักราช 800 โดยประมาณในแผ่นดินพระเจ้าศิริกิตติกุมาร พระเชษฐราชโอรสในพระเจ้าตักละราช ขึ้นครองราชสมบัติเมืองปาฏลีบุตร เป็นช่วงที่เมืองปาฏลีบุตรเกิดมหากลียุค ทั้งมีการจลาจลภายในและข้าศึกภายนอก ผู้คนในปาฏลีบุตรที่เคารพนับถือพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต จึงลงความเห็นกันว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องอัญเชิญหนีมหาภยันตราย จึงอัญเชิญพระรัตนตรัย และพุทธบริษัท คือพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกตในฐานะพระพุทธ พระไตรปิฎกธรรม ที่ประดิษฐานในวิหารนั้น พร้อมทั้งพระสงฆ์ พ่อค้าวานิชและชาวเมืองปาฏลีบุตรกลุ่มหนึ่ง ลงสู่สำเภาแล้วเดินทางลี้ภัยไปยังลังกาทวีป เมื่อถึงลังกาทวีปพระเจ้าแผ่นดินลังกาทวีปในสมัยนั้น(ไม่ได้ระบุพระนาม) ทรงรับรักษาพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกตเป็นอย่างดียิ่ง และทรงอุปถัมภ์ค้ำชูชาวปาฏลีบุตรเป็นอย่างดีสมควรตามความดีความชอบ พุทธศักราช 1000 โดยประมาณในแผ่นดินศรีเกษตรพุกามประเทศ พระมหากษัตริย์ผู้ครองนครขณะนั้นคือพระเจ้าอนุรุทธราชาธิราช(ภาษาบาลี) หรือ มังมหาอโนรธาช่อ(ภาษามอญ) พระองค์เป็นกษัตริย์ที่มีพระอานุภาพมาก บริบูรณ์ด้วยพลช้างพลม้าและทหารมากมาย แต่พระองค์ก็เป็นกษัตริย์ที่ตั้งมั่นอยู่ในสัมมาทิฐิ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่ง พระศีลขันธ์ภิกษุ และพระอาจารย์(ไม่ได้ระบุนาม) ได้ทำการพิจารณาพระไตรปิฎก ท่านเกิดสงสัยว่าพระไตรปิฎกธรรมในแผ่นดินพม่ารามัญทั้งปวงนั้น เห็นจะผิดอักขระไม่ต้องตามกระแสพระพุทธฎีกา จึงทูลพระเจ้าอนุรุทธไปตามนั้น พระเจ้าอนุรุทธได้ทรงสดับก็มีพระศรัทธาเลื่อมใส จึงตรัสถามถึงที่ตั้งของพระไตรปิฎกธรรมฉบับที่ถูกต้อง พระศีลขันธ์จึงทูลว่า พระไตรปิฎกฉบับที่สมบูรณ์ถูกต้องนั้น คือพระไตรปิฎกฉบับพระพุทธโฆษาจารย์เถระที่ลังกาทวีป พระเจ้าอนุรุทธจึงมีพระราชโองการ ดำรัสสั่งเสนาบดีให้แต่งสำเภาเชิญพระราชสาส์นสองลำ ให้แต่งพระราชสาส์นเป็นภาษามคธจารลงในแผ่นพระสุพรรณบัฏ และเครื่องราชบรรณาการอันเป็นต้นว่าดินสอแก้ว น้ำมันดิน พลอย ทับทิม รัตนชาติหลากชนิด และสิ่งของอื่นๆเป็นอันมาก แล้วโปรดให้อาราธนาพระภิกษุที่ทรงคุณธรรม 8 รูป ซึ่งรวมถึงพระศีลขันธ์ภิกษุและพระอาจารย์ พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ราชบุรุษ ทั้งราชทูต อุปทูต ตรีทูต และไพร่พลพอสมควร คุมพระราชสาส์นและเครื่องมงคลบรรณาการ โดยที่พระองค์เองประทับสำเภาพระที่นั่ง และพลทหารบริวารอีกหนึ่งลำ รวมเป็นสี่ลำ มุ่งหน้าสู่ลังกาทวีป ราชทูตพุกามเข้าเฝ้าถวายสาส์น พระเจ้าขัตติยศรีรามวงศ์ พระเจ้าแผ่นดินลังกาทวีปก็เสด็จรับ ด้วยพระองค์เองที่พระราชวังริมฝั่งอ่าวลังกา พระสังฆราชลังกาก็ให้การอุปสมบทพระสงฆ์พุกามทั้ง 8 รูปเป็นภิกษุบริสุทธิ์พระเจ้าอนุรุทธ ดำรัสสั่งเสนาอำมาตย์ราชบัณฑิต ระดมคัดลอกพระไตรปิฎกและคัมภีร์สัททาวิเสส ซึ่งครั้งนั้น ชาวเมืองลังกาก็ช่วยคัดเพิ่มอีกสำรับหนึ่ง พระเจ้าอนุรุทธจึงขอพระราชทานพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต จากพระเจ้าขัตติยศรีรามวงศ์ ซึ่งด้วยเป็นพระราชไมตรีอันมาช้านานนั้น จึงต้องจำพระทัยยกให้ แต่ด้วยที่แผ่นศรีเกษตรพุกามนั้น มิได้เป็นแผ่นดินที่พระพุทธรัตนพรรณมณีมรกตจะประดิษฐาน เรือพระที่นั่งพระเจ้าอนุรุทธและเรือพระไตรปิฎกฉบับชาวพุกามคัดลอก สามารถกลับถึงกรุงพุกามได้เพียงสองลำ ส่วนเรือทรงพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต และพระไตรปิฎกฉบับชาวลังกาช่วยคัดลอกถูกพายุมรสุมพัด พลัดเข้าไปทางอ่าวกัมพูชาแทน พระเจ้านารายณ์ราชสุริยวงศ์ เจ้ากรุงอินทปัตถ์มหานคร แคว้นกัมพูชา มีพระรับสั่งว่า สำเภาซึ่งบรรทุกพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกตกับพระไตรปิฎกนั้น เป็นของพระเจ้ากรุงพุกามจริงและทรงเห็นแก่พระราชไมตรี จึงทรงให้อำมาตย์คุมสำเภากลับไปถวายคืนแก่พระเจ้าอนุรุทธ แต่ส่งกลับไปเพียงพระไตรปิฎกเท่านั้น มิได้ส่งพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกตไปด้วย แต่ถึงมิได้พระแก้วกลับมา พระเจ้าอนุรุทธก็ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และแก้ไขพระไตรปิฎกที่ผิดเพี้ยนทั้งหมดเสร็จสิ้นในปีพ.ศ. 1172 ภาค 3 (เสด็จประทับ เชียงแสน ล้านนา ล้านช้าง) หลังจากที่พระแก้วมรกตได้ประดิษฐานอยู่กรุงอินทปัตถ์นานพอสมควร(ไม่ได้ระบุปี) ในแผ่นดินพระเจ้าเสน่ห์ราช เกิดพายุฝนขนาดใหญ่ตกเป็นนิจกาลยาวนานหลายเดือน(ไม่ได้ระบุ) พระเจ้าเสน่ห์ราชก็สวรรคตด้วยอุทกภัยนั้น พระมหาเถระ(ไม่ปรากฏพระนาม) ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตขึ้นสำเภาหนีไปยังที่ดอน พระเจ้าอติตะราช (อาทิตยราช) เจ้าครองนครอโยธยา(หมายถึงอโยธยาโบราณ) ทราบเรื่องจึงเสด็จกระบวนพยุหยาตรา ไปอัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ในที่ปลอดภัย โดยทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตประดิษฐานในพระมหาเวชยันตปราสาท และได้ประดิษฐานในนครอโยธยาอีกหลายรัชสมัย ต่อมาเจ้าเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเป็นพระบรมญาติกับกษัตริย์อโยธยาสมัยนั้น จึงทูลขอนำพระแก้วมรกตขึ้นไป ประดิษฐานที่เมืองกำแพงเพชรอีกหลายรัชสมัย ซึ่งปัจจุบันก็คือวัดพระแก้วกำแพงเพชร ในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร พระเจ้าพรหมทัศน์เจ้านครหิรัญนครเงินยางเชียงแสนทรงทราบว่าพระบรมราชาธิราช เจ้าเมืองกำแพงเพชรมีพระแก้วมรกต พระเจ้าพรหมทัศน์มีพระราชประสงค์ใคร่จะได้ ไปเป็นศรีนครแก่นครเชียงแสนจึงทูลขอต่อพระเจ้ากำแพงเพชร ด้วยสันถวไมตรีพระเจ้ากำแพงเพชรจึงได้ถวายให้นครเชียงแสน ต่อมานครเชียงแสนเกิดมีศึกกับนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ เจ้าผู้ครองนครเชียงแสนในเวลานั้นได้พิจารณาว่า หากนำพระแก้วมรกต หลบภัยสงครามไปด้วยอาจจะเกิดอันตรายกับพระแก้วมรกตได้ จึงได้ทำการพอกปูนจนทึบและลงรักปิดทองเสมือนพระพุทธรูปสามัญทั่วไป แล้วบรรจุเก็บไว้ในเจดีย์วัดป่าญะในเมืองเชียงแสน จากนั้นกษัตริย์และพระราชวงศ์อพยพผู้คนลงมาทางใต้ ส่วนเมืองเชียงแสนก็ถูกตีแตกและ ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาในที่สุด เป็นอันจบส่วนของตำนาน เพราะหลังจากมีการพบพระพุทธรัตนพรรณมณีมรกต ในเจดีย์ป่าญะ วัดพระแก้วงามเมืองนั้น ก็เป็นเหตุการณ์ที่ได้มีการบันทึกตรงกันในทุกสำนัก หากแต่คลาดเคลื่อนเรื่องวันเดือนปีไปบ้าง เนื่องจากการนับศักราชต่างกัน

เส้นทางแห่งศรัทธา พระแก้วมรกต 13876

2016-03-10 04:21:36

10 ปี

ทริป มุกดาหาร-สะหวันนะเขต

ทริป มุกดาหาร-สะหวันนะเขต

ทริป เที่ยววันเดียว มุกดาหาร-สะหวันนะเขต กลับมาค้างคืนที่ไทย ข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 นั่งรถข้ามสะพาน แล้วไปเช่าเหมารถฝั่งลาวพาเดียว แบบเต็มวัน ไฮไลท์ที่พระธาตุอิงฮังและย่านตึกเก่าสะหวันนะเขต คนขับจะพาไปเอง แต่ถ้าเที่ยวได้ตามรูทนี้น่าจะสมบูรณ์แบบ จบทริปแล้วกลับมาพักที่ตัวเมืองมุกดาหาร ผมแนะนำ โรงแรมพลอยพาเลซ ราคาพันต้นๆ รวมอาหารเช้า ห้องพักอย่างดี http://www.gplace.com/2534

ทริป มุกดาหาร-สะหวันนะเขต 14276

2016-03-03 17:09:50

10 ปี

ทริป เชียงของ ห้วยทราย ไปเช้า เย็นกลับ

ทริป เชียงของ ห้วยทราย ไปเช้า เย็นกลับ

เทียวันเดียว ไปเช้า กลับเย็น เชียงของ-ห้วยทราย ตืนแต่เช้า ไปด้านศุลกากรท่าเรือข้ามฟาก ฝากรถไว้แถวท่าเรือ ผ่านด่านตรวจฝั่งไทย นั่งเรือ ออกเก้าโมงกว่าๆ ตรวจบัตรเรียบร้อยที่ด้านห้วยทราย เดินโต๋เต๋เก็บภาพ แถวท่าเรือ เยี่ยมชมร้านค้า วัดศิลปะลาว แถวท่าเรือเห็นมีฝรั่งเยอะเตรียมตัวเดินทางบนเรือนอนไปหลวงพระบางจากห้วยทรายฝั่งนี้ เค้าว่ากันว่า เป็นอีกเส้นทางที่สะดวกและคลาสิกดี ไว้มีโอกาสน่าลองอ่ะ.... ผมเช่ารถสองแถวเหมาครึ่งวัน (จำราคาไม่ได้ ไม่น่าถึงพันบาท) เตรียมน้ำเตรียมท่า แล้วเริมทริปสำรวจ ทริปนี้เป็นทริปสั้นๆครับ ดูพิกัดตามรายการด้านล่างนี้ได้เลย ย่านตัวเมืองห้วยทราย ดูน่าสนใจกว่าตลาดตจีน ครับ...

ทริป เชียงของ ห้วยทราย ไปเช้า เย็นกลับ 12600

2016-02-29 11:03:57

10 ปี

ทริป นครพนม-ท่าแขก ไปเช้าเย็นกลับ

ทริป นครพนม-ท่าแขก ไปเช้าเย็นกลับ

ไปเช้าเย็นกลับ นครพนม - ท่าแขก ผมพักในตัวเมืองนคพนม "ฟอร์จูนริวเวอร์วิว" แล้วตีตั๋วเรือที่ด่านศุลกากรนครพนม ลงเรือไปท่าแขก จ้างรถสองแถวเหมาไป 1200 บาท (ถ้าผมจำราคาไม่ผิด) ใช้เวลาเที่ยวครึ่งวัน จากท่าเรือตรงด่านศุลกากรท่าแขก เราจะไปจุดไหนก่อนก็ได้ จุดแรกของผมตลาดสุขสมบูรณ์ ขายของชำทั่วๆไป ฝุ่นเยอะไปหน่อย แวะทานอาหารกลางวันง่ายๆแบบบุฟเฟ่ต์ (ไม่ค่อยถูกปากเท่าไร) สำหรับอาหารไว้มาสัมผัสเองน่ะครับ ต่อไปที่ถ้ำนางแอ่น ระหว่างทางนั่งรถตากลม ฟินๆ ชิลๆ ดี อากาศกำลังดีช่วงปลายปี เย็นๆ รถราไม่เยอะ ข้างทางมีแผงขายแดงโมเพียบ น่าสนใจดีแต่แบกกลับไปลำบาก ไม่เอาดีกว่า ผ่านภูเขาน้อยใหญ่แต่ทางเรียบตลอด รถบรรทุกวิ่งมาจากเวียดนามเยอะมาก หลังเปิด AEC คงเยอะอีกเป็นเท่าตัว ว่าแล้วก็มาถึงถ้ำนาแอ่น เป็นถ้ำที่ใหญ่มากพระเทพฯเคยเสด็จมาก่อน ใช้เวลาเดิน 1- 1 1/2 ชม. มีเรือให้นั่งภายในถ้ำเสียตังค์ต่างหาก แต่กลัวใช้เวลามากเกิน ผมไม่ได้ไปอ่ะ แวะซื้อน้ำผึ้งป่าก่อนกลับมาสองขวดๆละ 150 บาท ถูกดี ต่อด้วยถ้ำพระอินทร์ ไม่ค่อยมีอะไร แล้วรวดเดียวไปวัดพระธาตุศรีโคตรบอง เป็นวัดใหญ่มีศิลปะบานประตู ประวัติครั้นแต่สมัยศตวรรษที่ 6 ต้องไปให้ได้ แล้วให้รถแวะมาจอดแถวตึกเก่าในตัวเมืองท่าแขก เดินเล่นถ่ายรูปพักใหญ่ ก่อนไปส่งที่ ท่าเรือ...ตอนบ่ายแก่ๆ พอดีได้เวลาข้ามกลับ

ทริป นครพนม-ท่าแขก ไปเช้าเย็นกลับ 9624

2016-02-29 09:56:35

10 ปี

จุดหมายในฝัน ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปให้ได้

จุดหมายในฝัน ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปให้ได้

บางสถานที่บนโลกใบนี้ เราอาจเคยเห็นผ่านภาพถ่าย หนังสือ หรือสารคดี แล้วเผลอคิดในใจว่า สักครั้งหนึ่งในชีวิต อยากไปยืนอยู่ตรงนั้นด้วยตัวเอง คอลเลกชัน จุดหมายในฝัน ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปให้ได้ นี้ รวบรวมสถานที่ระดับโลกจากหลายภูมิภาค ทั้งเส้นทางเดินเท้าท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย วัดศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยพลังศรัทธา เมืองเล็กริมทะเลสาบในยุโรป ไปจนถึงแลนด์มาร์กสำคัญที่นักเดินทางทั่วโลกใฝ่ฝันจะไปเยือน บางแห่งคือความท้าทายของชีวิตอย่างเอเวอเรสต์เบสแคมป์(Everest Base Camp) บางแห่งคือสถานที่แห่งศรัทธาอย่าง วัดตั๊กซัง(Taktsang Monastery), วัดพระแก้ว, วัดเซียงทองและพุทธคยา บางแห่งคือเสน่ห์ของธรรมชาติและเมืองเล็กแสนสงบริมทะเลสาบอย่างทะเลสาบโคโม(Lake Como) และ ริมทะเลสาบมงเทรอ(Montreux Lakeside) หรือคลองโอตารุ บางแห่งคือสัญลักษณ์ของเมืองระดับโลกอย่าง หอไอเฟล(Eiffel Tower), ดูโอโมแห่งมิลาน(Duomo di Milano)และ สะพานหอคอยทาวเวอร์บริดจ์(Tower Bridge) และบางแห่งคือทิวทัศน์ธรรมชาติยิ่งใหญ่ระดับตำนานอย่าง คลิฟ ออฟ มอเฮอร์(Cliffs of Moher) และสะพานโกลด์เด้นท์เกท(Golden Gate Bridge) แต่ละสถานที่ให้ความรู้สึกต่างกันออกไป บางแห่งทำให้เราอยากไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง บางแห่งเหมาะกับการไปยืนเงียบ ๆ แล้วใช้เวลาอยู่กับวิวตรงหน้าให้นานที่สุด บางที “จุดหมายในฝัน” ของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน แต่เชื่อว่าทุกคนต้องมีสถานที่หนึ่งในโลก ที่อยากไปให้ได้สักครั้งในชีวิต แล้วสำหรับคุณล่ะ… มีจุดหมายในฝันที่อยากไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิตอยู่ที่ไหน?

จุดหมายในฝัน ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปให้ได้ 6355

2016-02-18 18:24:51

10 ปี