“ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ศิลปะสุโขทัยยาว 22.58 เมตร และมี "พระวิหารเขียน" ที่ประทับเดิมของพระเจ้าท้ายสระในคราวเสด็จมาดูแลการชะลอพระพุทธรูป”
วัดป่าโมกวรวิหาร (Pa Mok Worawihan Temple) เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ในอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง วัดแห่งนี้เป็นวัดโบราณที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมมีชื่อเรียกว่า “วัดใต้” หรือ “วัดตลาด” ก่อนจะมีการรวมกับวัดชีปะขาว และได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดป่าโมก” เนื่องจากบริเวณโดยรอบมีต้นโมกขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น วัดแห่งนี้จึงเป็นศูนย์กลางทั้งด้านศาสนาและชุมชนของชาวป่าโมกมาอย่างยาวนาน
วัดป่าโมกวรวิหารมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง โดยปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเคยเสด็จมาชุมนุมพล ณ วัดแห่งนี้ และถวายสักการะบูชาพระพุทธรูปเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนที่จะยกทัพไปกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งพม่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้วัดป่าโมกวรวิหารได้รับการยกย่องว่าเป็นวัดที่เกี่ยวข้องกับหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของชาติ และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผูกพันกับความกล้าหาญและความเสียสละของบรรพกษัตริย์ไทย
จุดเด่นสำคัญและถือเป็นดั่งเพชรน้ำเอกของวัดคือ พระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอนองค์ใหญ่ ซึ่งมีพุทธลักษณะงดงาม บรรทมตะแคงขวาในปางสีหไสยา ก่ออิฐถือปูนปิดทอง มีความยาวถึง 22.58 เมตร พระพุทธรูปองค์นี้มีตำนาน “ชะลอพระนอน” อันเลื่องชื่อในสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ เมื่อปี พ.ศ. 2270 เนื่องจากกระแสน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยากัดเซาะตลิ่งเข้ามาใกล้วิหาร พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสงครามเป็นแม่กอง ใช้แรงงานคนและระบบรอกชักลากองค์พระให้เคลื่อนออกจากฝั่งน้ำจนพ้นอันตรายได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางวิศวกรรมพื้นบ้านในอดีต
บรรยากาศภายในวัดเต็มไปด้วยความสงบและกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวจะได้พบกับ พระวิหารเขียน ซึ่งเคยเป็นที่ประทับแรมของสมเด็จพระเจ้าท้ายสระในช่วงทรงควบคุมการชะลอพระนอน ภายในวิหารประดับด้วยภาพเขียนสีเรื่องชาดกฝีมือช่างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่งดงามและทรงคุณค่า นอกจากนี้ยังมีมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทสี่รอยที่สลักด้วยหินชนวนสีดำ รวมถึงเรือสำเภาก่ออิฐที่ประดิษฐานเจดีย์ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่หาชมได้ยากและสะท้อนถึงความรุ่งเรืองของชุมชนริมน้ำในอดีต
อีกหนึ่งความน่าสนใจของวัดคือ ตำนาน “พระนอนพูดได้” ซึ่งเล่าขานสืบต่อกันมาว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อเกิดโรคอหิวาตกโรคระบาด ชาวบ้านได้มาบวงสรวงอธิษฐานขอให้พระพุทธไสยาสน์ช่วยปกปักรักษา และมีผู้ได้รับนิมิตหรือความฝันเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรในการรักษาโรคจนหายเป็นปกติ เรื่องราวดังกล่าวทำให้วัดป่าโมกวรวิหารกลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้คน และเป็นสถานที่ที่นิยมมาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล การปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ และความร่มเย็นเป็นสุขในชีวิต
วัดป่าโมกวรวิหารจึงเป็นมากกว่าวัดโบราณริมแม่น้ำเจ้าพระยา หากแต่เป็นแหล่งรวมมรดกทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และความศรัทธาที่ถักทอผ่านกาลเวลาหลายร้อยปี ขอเชิญทุกท่านมาร่วมชื่นชมคุณค่าทางวัฒนธรรมและสัมผัสพลังแห่งศรัทธา ณ พระอารามหลวงอันทรงคุณค่าแห่งนี้
วิธีการเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว:
- จากตัวเมืองอ่างทอง ใช้ทางหลวงหมายเลข 309 (อ่างทอง-อยุธยา) ไปทางอำเภอป่าโมก ประมาณ 18 กิโลเมตร หรือจากอยุธยาขับรถประมาณ 20 นาทีตามเส้นทางป่าโมก วัดจะตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
รถโดยสารสาธารณะ:
- นั่งรถตู้หรือรถโดยสารสายกรุงเทพฯ-อ่างทอง แล้วต่อรถรับจ้างหรือรถประจำทางท้องถิ่นไปยังเขตเทศบาลตำบลป่าโมก
คำแนะนำ
ช่วงเวลาที่แนะนำ:
- สามารถเข้าชมได้ตลอดทั้งปี แนะนำช่วงเช้าอากาศจะไม่ร้อนมากและสามารถชมแสงแดดที่สะท้อนกับองค์พระนอนสีทองได้อย่างสวยงาม
การแต่งกาย:
- เนื่องจากเป็นพระอารามหลวงที่สำคัญ ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย (งดกางเกงขาสั้น แขนกุด หรือกระโปรงสั้นเหนือเข่า)
การถ่ายภาพ:
- สามารถถ่ายภาพภายในวิหารได้ แต่ควรสำรวมกิริยาและระวังการใช้แฟลชที่อาจกระทบต่อภาพเขียนสีโบราณ
กิจกรรม:
- หลังจากไหว้พระนอนแล้ว แนะนำให้เดินชมทัศนียภาพริมน้ำเจ้าพระยาหน้าวัดเพื่อชมบรรยากาศวิถีชีวิตชาวน้ำ
การวางแผน:
- วัดตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านทำกลองและศูนย์ตุ๊กตาชาววังบางเสด็จ สามารถจัดทริปวันเดียวเที่ยวครบทั้ง 3 แห่งได้อย่างสะดวก
ค่าเข้าชม
-
ชาวไทย: ผู้ใหญ่ ฟรี, เด็ก ฟรี
-
ชาวต่างชาติ: ผู้ใหญ่ ฟรี, เด็ก ฟรี
เวลาทำการ
-
เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08:00 – 17:00 น.
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 2 รายการ)รีวิวเมื่อ 18 เม.ย. 55
รีวิวเมื่อ 18 เม.ย. 55