“ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการเกษตรที่สูงที่พลิกฟื้นผืนป่าจากไร่เลื่อนลอยสู่สวนพรรณไม้เมืองหนาวที่งดงาม และเป็นต้นแบบการวิจัยประมงน้ำจืดบนพื้นที่สูงแห่งสำคัญของประเทศ”
สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ (The Royal Agricultural Station Inthanon) เป็นสถานีวิจัยพืชเมืองหนาวอีกแห่งหนึ่งของโครงการหลวง ตั้งอยู่ในบริเวณดอยอินทนนท์ ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย เป็นแหล่งวิจัย รวบรวมพันธุ์พืชและผลิตไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวนานาชนิด อีกทั้งยังมีพืชผักสมุนไพร และไม้ผลขนาดเล็ก ซึ่งจัดจำหน่ายภายใต้ตร ดอยคำ รวมทั้งเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาเทร้าต์สายรุ้ง นอกจากนี้ยังมีประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจ ได้แก่ การทำนาข้าวขั้นบันไดของเผ่ากะเหรี่ยง ประเพณีกินวอของชาวเผ่าม้งบ้านขุนกลาง และแหล่งท่องเที่ยวเพื่อชมความงามธรรมชาติรอบๆพื้นที่ รวมทั้งกิจกรรมดูนกและชมดาว โครงการหลวงฯ ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านขุนกลาง ตำบลห้วยหลวง โครงการหลวงฯนี้ รับผิดชอบส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้แก่กะเหรี่ยงและม้งในพื้นที่
เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์เพื่อช่วยเหลือชาวเขาให้มีพื้นที่ ทำกินเป็นหลักแหล่ง ส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนฝิ่น ถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านการเกษตรแผนใหม่ ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ให้สูงขึ้น ในขณะเดียวกันรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากภาคการเกษตรยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขาให้ดีขึ้น ตลอดจนป้องกันการบุกรุกป่าไม้ ต้นน้ำ ลำธาร โดยให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการทำไร่เลื่อนลอย มาทำการเกษตรในพื้นที่ถาวร ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2527 ได้จัดตั้งหน่วยวิจัยขุนห้วยแห้ง ซึ่งห่างจากจุดที่ตั้งของสถานีหลักประมาณ 3 กิโลเมตร เพื่อดำเนินงาน ด้านการวิจัยและการผลิตไม้ผลเมืองหนาว ไม้ผลกึ่งเขตร้อน และพืชไร่ต่างๆ
สิ่งที่น่าสนใจภายในสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์
-
การท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ: สัมผัสวิถีการเกษตรบนพื้นที่สูงแบบครบวงจร ที่เปลี่ยนพื้นที่ไร่เลื่อนลอยในอดีตให้กลายเป็นต้นแบบการทำเกษตรประณีตอย่างยั่งยืน นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและวิธีการปลูกพืชเมืองหนาวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้มูลนิธิโครงการหลวง
-
เส้นทางเดินเท้าและน้ำตกสิริภูมิ: เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติสั้นๆ ที่พาคุณมุ่งหน้าสู่ตัวน้ำตกคู่ขนาดใหญ่ที่ไหลตกลงจากหน้าผาสูงชันท่ามกลางสวนเฟิร์นและพรรณไม้ป่าดึกดำบรรพ์ บรรยากาศเงียบสงบและร่มรื่นด้วยละอองน้ำ เหมาะสำหรับการเดินซึมซับความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศป่าดิบเขา
-
การดูนก: ด้วยสภาพป่าที่สมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง สถานีฯ จึงเป็นแหล่งอาศัยของนกประจำถิ่นและนกอพยพหายากนานาชนิด นักดูนกมักเดินทางมาสังเกตพฤติกรรมของนกสีสันสวยงาม เช่น นกกินปลีหางยาวเขียว และนกยอดหญ้าสีเทา ที่มักออกมาปรากฏตัวให้เห็นตามพุ่มไม้ดอกภายในสถานี
-
ชมแปลงพืชผักเมืองหนาวและงานวิจัยพืช: ตระการตากับโรงเรือนที่รวบรวมเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ทั้งการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ในระบบน้ำไหลและการวิจัยพืชเศรษฐกิจ เช่น สลัดแก้ว ลูกพลับ และสตรอว์เบอร์รี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการพัฒนาสายพันธุ์พืชจากเขตหนาวให้เติบโตได้ดีในไทย
-
สวนกุหลาบพันปี: แหล่งรวบรวมกุหลาบพันปี (Rhododendron) หลากหลายสายพันธุ์ทั้งจากในและต่างประเทศ ซึ่งจะออกดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ในช่วงฤดูหนาว โดยจัดแสดงในสวนหินที่ออกแบบอย่างประณีตสะท้อนความงดงามของพรรณไม้หายากที่หาดูได้เฉพาะบนพื้นที่ที่มีอากาศหนาวจัดและสูงจากระดับน้ำทะเลมากเท่านั้น
วิธีการเดินทาง
-
รถยนต์ส่วนตัว: จากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่-ฮอด) ถึงจอมทองเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 ขึ้นดอยอินทนนท์ถึงหลักกิโลเมตรที่ 31 จะพบแยกเลี้ยวขวาเข้าบ้านขุนกลาง สถานีฯ อยู่ในหมู่บ้าน
-
รถโดยสารสาธารณะ: ขึ้นรถสองแถวสีเหลืองที่ประตูเชียงใหม่ลงจอมทอง แล้วต่อรถสองแถวสายอินทนนท์ไปลงที่หน้าสถานีฯ หรือหมู่บ้านขุนกลาง
-
ข้อมูลเพิ่มเติม: ทางขึ้นค่อนข้างลาดชันและมีทางโค้งมาก ควรใช้รถที่มีสภาพพร้อมและขับขี่ด้วยความระมัดระวัง
คำแนะนำ
-
ช่วงเวลาที่แนะนำ: เดือน ธันวาคม - กุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่ดอกไม้เมืองหนาวบานสะพรั่งที่สุด และมีโอกาสได้เห็นนางพญาเสือโคร่งในพื้นที่ใกล้เคียง
-
การศึกษาดูงาน: หากมาเป็นหมู่คณะและต้องการวิทยากรบรรยายด้านวิชาการเกษตร ควรทำหนังสือติดต่อล่วงหน้าไปยังสำนักงานสถานีฯ
-
อาหารและผลิตภัณฑ์: ห้ามพลาดการชิมปลาเทราต์สดๆ และเมนูผักจากโครงการหลวงที่ร้านอาหารของสถานี รวมถึงการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สดใหม่ที่ตลาดนัดชาวเขา
-
การแต่งกาย: เนื่องจากตั้งอยู่บนที่สูง อากาศจะเย็นตลอดทั้งปี แม้ในฤดูร้อนควรเตรียมเสื้อกันหนาวบางๆ มาด้วย
-
ที่พัก: สถานีฯ มีบริการบ้านพักโครงการหลวง แต่ควรจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว
ค่าเข้าชม:
-
ชาวไทยและชาวต่างชาติ: คนละ 20 บาท
-
อัตราค่าเข้าชมอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของมูลนิธิโครงการหลวง
เวลาเปิด-ปิด:
-
เปิดให้บริการทุกวัน: 08:00 – 18:00 น.