“ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่มหึมาที่มีพุทธลักษณะงดงามตามแบบศิลปะอยุธยาตอนปลาย พร้อมภาพจิตรกรรมและงานปูนปั้นที่ประณีตบรรจง”
วัดพระพุทธไสยาสน์ (Phra Phuttha Saiyat Temple) หรือที่ชาวเมืองเพชรบุรีเรียกกันทั่วไปว่า วัดพระนอน เป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาและเมืองเพชรบุรี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วง ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา (ราวพุทธศตวรรษที่ 22–23) ในยุคที่เพชรบุรีเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญทางทิศตะวันตกและเป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมของหัวเมืองฝ่ายใต้ วัดแห่งนี้ได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้านายและขุนนางท้องถิ่น จนพัฒนาเป็นพระอารามที่มีฐานะมั่นคงและรุ่งเรืองมาอย่างต่อเนื่อง
หัวใจสำคัญของวัดคือ พระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ ซึ่งมีความยาวประมาณ 43 เมตร ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทองทั้งองค์ แสดงถึงฝีมือช่างชั้นสูงในสมัยอยุธยาตอนปลาย พุทธลักษณะขององค์พระสะท้อนอุดมคติทางศิลปกรรมแบบอยุธยาอย่างชัดเจน ทั้งพระพักตร์ที่อ่อนโยน พระขนงโก่งงาม พระโอษฐ์แย้มเล็กน้อย แฝงด้วยความเมตตาและสงบเย็น องค์พระอยู่ในปางไสยาสน์ อันสื่อถึงช่วงสุดท้ายแห่งพระพุทธปรินิพพาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหลุดพ้นและสัจธรรมแห่งชีวิต
จุดเด่นทางพุทธศิลป์ที่สำคัญยิ่งคือ ลวดลายมงคลที่พระบาท ซึ่งมีการประดับลายแกะสลักและตกแต่งอย่างประณีต สะท้อนคติจักรวาลวิทยาและความเชื่อทางพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม วิหารที่ประดิษฐานพระนอนถูกออกแบบให้ ไม่มีหน้าต่าง แต่ใช้ช่องเปิดตามผนังเพื่อรับแสงธรรมชาติอย่างพอเหมาะ ทำให้เกิดมิติของแสงและเงาที่ช่วยขับเน้นความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระ และสร้างบรรยากาศสงบนิ่งที่เอื้อต่อการเจริญสมาธิ
ในสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้น วัดพระพุทธไสยาสน์ได้รับการบูรณะหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่เมืองเพชรบุรีมีบทบาทเป็นเมืองสำคัญด้านศาสนาและการปกครอง มีการซ่อมแซมองค์พระ วิหาร และสิ่งปลูกสร้างโดยยังคงรูปแบบศิลปกรรมดั้งเดิมไว้ ทำให้วัดแห่งนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่วัดที่ยังรักษา กลิ่นอายศิลปะอยุธยา ได้อย่างชัดเจนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา
วัดพระพุทธไสยาสน์ยังมีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตของชาวเพชรบุรีมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา จะมีพิธี ห่มผ้าองค์พระนอน และงานทำบุญใหญ่ ซึ่งถือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน สะท้อนความผูกพันระหว่างศาสนา เมือง และผู้คนได้อย่างลึกซึ้ง
ปัจจุบัน วัดพระพุทธไสยาสน์ไม่เพียงเป็นสถานที่สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเท่านั้น แต่ยังเป็น แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ พุทธศิลป์ และสถาปัตยกรรมไทย ที่ทรงคุณค่า เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยว นักศึกษา นักวิชาการ และผู้แสวงหาความสงบทางใจ การได้มานมัสการพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่แห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนการเดินทางย้อนเวลาไปสัมผัสศรัทธาและภูมิปัญญาของบรรพชนที่สืบทอดมากว่าสองร้อยปี
วิธีการเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว:
- จากถนนเพชรเกษมเลี้ยวเข้าตัวเมืองเพชรบุรี ข้ามสะพานจอมเกล้าแล้วตรงมายังถนนคีรีรัถยา วัดจะตั้งอยู่ทางขวามือใกล้เชิงเขาวัง
รถรับจ้างท้องถิ่น:
- สามารถใช้บริการรถสองแถวรอบเมืองหรือรถจักรยานยนต์รับจ้างจากสถานีขนส่งเพชรบุรีได้โดยง่าย
การเดินเท้า:
- หากท่องเที่ยวอยู่ที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง) สามารถเดินลงมาทางทิศใต้เพียงเล็กน้อยเพื่อเข้าสู่เขตวัด
คำแนะนำ
ช่วงเวลาที่ดีที่สุด:
- แนะนำให้มาช่วงเช้าเวลา 08:30 - 10:00 น. เพื่อชมแสงธรรมชาติที่ส่องเข้าสู่วิหารซึ่งจะทำให้องค์พระดูงดงามที่สุด
เครื่องแต่งกาย:
- โปรดแต่งกายสุภาพ (งดเสื้อแขนกุดและกางเกงขาสั้นเหนือเข่า) และต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าสู่ภายในวิหารพระนอน
การถ่ายภาพ:
- สามารถถ่ายภาพได้ตามปกติแต่ควรปิดแฟลชเพื่อรักษาภาพจิตรกรรมและสภาพแวดล้อมภายในวิหาร และไม่ควรปีนป่ายฐานองค์พระ
อาหารและวัฒนธรรม:
- หลังกราบพระเสร็จ แนะนำให้ลองหา "ข้าวแช่เมืองเพชร" รสชาติต้นตำรับที่มักจะมีขายอยู่ไม่ไกลจากบริเวณวัด
การวางแผน:
- วัดนี้อยู่ใกล้กับเขาวังและวัดมหาธาตุวรวิหาร สามารถจัดทัวร์เดินชมเมืองเก่าเพชรบุรีรวมกันได้ในทริปเดียว
ค่าเข้าชม
-
ชาวไทย: เข้าชมฟรี
-
ชาวต่างชาติ: เข้าชมฟรี (อาจมีการขอความร่วมมือบริจาคบำรุงวัดตามศรัทธา)
เวลาทำการ
-
เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08:00 – 17:00 น.
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 2 รายการ)รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55
รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55