“ชมความงามของศาลาการเปรียญไม้สักทองโบราณที่ประดับด้วยงานจำหลักไม้ชั้นครู พร้อมตื่นตากับภาพจิตรกรรมฝาผนังอายุกว่า 300 ปี และรอยแผลจากประวัติศาสตร์บนบานประตูไม้”

วัดใหญ่สุวรรณารามวรวิหาร (Yai Suwannaram Woravihara Temple) หรือที่ชาวเมืองเพชรบุรีเรียกกันสั้นๆ ว่า “วัดใหญ่” เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีที่มีความสำคัญสูงสุดแห่งหนึ่งทางด้านศิลปกรรมและประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 22–23 และได้รับการบูรณะต่อเนื่องในหลายสมัย วัดแห่งนี้เปรียบเสมือนอัญมณีเม็ดงามของเมืองเพชรบุรี เนื่องจากสามารถอนุรักษ์โครงสร้าง สถาปัตยกรรม และงานช่างดั้งเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์ยิ่ง

โบราณสถานที่โดดเด่นที่สุดคือ ศาลาการเปรียญไม้สักทองทั้งหลัง ซึ่งเดิมเคยเป็นพระตำหนักของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) แห่งกรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้โปรดให้รื้อถอนและถวายแก่สมเด็จพระสังฆราช (แตงโม) เพื่อนำมาสร้างเป็นศาลาการเปรียญ ลักษณะสถาปัตยกรรมไม้แสดงให้เห็นถึงฝีมือช่างหลวงระดับสูง และถือเป็นตัวอย่างงานช่างสิบหมู่ที่หาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบัน

เอกลักษณ์ที่มีชื่อเสียงมากคือ บานประตูไม้จำหลักลายกนกหางขด ซึ่งปรากฏรอยขวานที่เชื่อกันว่าเกิดจากทหารพม่าในคราวเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2310 เมื่อพยายามจามประตูเพื่อเข้าไปภายในอาคาร ร่องรอยเหล่านี้กลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนเหตุการณ์บ้านเมืองในอดีตได้อย่างจับต้องได้ และเพิ่มคุณค่าทางจิตใจให้กับสถานที่แห่งนี้อย่างลึกซึ้ง

ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานที่มีลักษณะพิเศษคือ นิ้วพระบาท 6 นิ้ว ซึ่งเป็นปริศนาธรรมที่นักวิชาการและผู้สนใจพุทธศิลป์ให้ความสนใจอย่างมาก ผนังภายในยังปรากฏภาพจิตรกรรมฝาผนังสีฝุ่น เรื่องเทพชุมนุม ที่เขียนขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยยังคงลายเส้นอ่อนช้อย สีสันสุขุม และองค์ประกอบดั้งเดิมไว้อย่างสมบูรณ์นับเป็นงานจิตรกรรมระดับครู

บรรยากาศโดยรอบวัดเต็มไปด้วยความสงบ ร่มรื่น และกลิ่นอายของอดีต ผ่านหมู่กุฏิไม้เก่าแก่ สระน้ำโบราณ และงานปูนปั้นที่หน้าบันอาคารในรูปแบบฐานสำเภา ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสถาปัตยกรรมอยุธยาตอนปลาย การเดินชมพื้นที่ภายในวัดให้ความรู้สึกราวกับได้ย้อนเวลากลับไปสัมผัสความรุ่งเรืองของเมืองช่างศิลป์ โดยปราศจากสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่มารบกวนทัศนียภาพ

วัดใหญ่สุวรรณารามวรวิหารจึงเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญสำหรับช่างศิลป์ นักประวัติศาสตร์ และช่างภาพ ที่ต้องการศึกษาโครงสร้างไม้ งานแกะสลัก และพุทธศิลป์แบบดั้งเดิม คู่รักและครอบครัวนิยมมาสักการะ “หลวงพ่อหกนิ้ว” เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมซึมซับคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิตและจิตวิญญาณสืบทอดมานานหลายร้อยปี


วิธีการเดินทาง

รถยนต์ส่วนตัว:

  • จากถนนเพชรเกษม เข้าสู่ตัวเมืองเพชรบุรี มุ่งหน้าไปยังถนนพงษ์สุริยา วัดตั้งอยู่ริมถนนสังเกตเห็นได้ง่าย มีที่จอดรถภายในบริเวณวัด

รถโดยสารสาธารณะ:

  • ขึ้นรถตู้หรือรถม้าจากสถานีขนส่งเพชรบุรี หรือเหมารถรับจ้างในตัวเมืองมาส่งที่หน้าวัด

รถไฟ:

  • ลงสถานีรถไฟเพชรบุรี แล้วต่อรถจักรยานยนต์รับจ้างหรือรถสองแถวรอบเมือง

คำแนะนำ

ช่วงเวลาที่เหมาะสม:

  • สามารถเที่ยวชมได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงเช้า (08:00 - 10:00) จะมีแสงสวยเหมาะกับการถ่ายภาพและอากาศไม่ร้อนจนเกินไป

เครื่องแต่งกาย:

  • ควรแต่งกายสุภาพเนื่องจากเป็นพระอารามหลวง งดสวมกางเกงสั้นเหนือเข่าหรือเสื้อแขนกุด

การถ่ายภาพ:

  • ภายในพระอุโบสถสามารถถ่ายภาพได้แต่ควรปิดแฟลชเพื่อป้องกันความเสียหายต่อภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณ

วัฒนธรรมท้องถิ่น:

  • หลังจากไหว้พระแล้ว แนะนำให้ลองชิมขนมหม้อแกงหรือข้าวแช่เพชรบุรีในย่านใกล้เคียงเพื่อเข้าถึงรสชาติคนเมืองเพชรอย่างแท้จริง

การวางแผน:

  • พื้นที่วัดไม่ใหญ่มาก ใช้เวลาเดินชมอย่างละเอียดประมาณ 1-2 ชั่วโมง สามารถจัดทริปพ่วงกับพระนครคีรี (เขาวัง) ได้

ค่าเข้าชม

  • ชาวไทย: ผู้ใหญ่ ฟรี, เด็ก ฟรี

  • ชาวต่างชาติ: ผู้ใหญ่ ฟรี (แนะนำร่วมทำบุญตามศรัทธาเพื่อการบูรณะวัด)

เวลาทำการ

  • เปิดให้เข้าชมทุกวัน: 08:00 – 17:00

  • ศาลาการเปรียญอาจมีการปิดทำความสะอาดในบางช่วงเวลา หรือมีพิธีสงฆ์

วัดใหญ่สุวรรณารามวรวิหาร

แชร์

วัดใหญ่สุวรรณารามวรวิหาร, ถนนพงษ์สุริยา, ท่าราบ, เมืองเพชรบุรี, เพชรบุรี, ประเทศไทย แผนที่

รีวิว 10 รายการ | ครอบครัว,ศิลปะวัฒนธรรม,ท่องเที่ยว,วัด,วัด

ปิด

จ.8.00 - 17.00
อ.8.00 - 17.00
พ.8.00 - 17.00
พฤ.8.00 - 17.00
ศ.8.00 - 17.00
ส.8.00 - 17.00
อา.8.00 - 17.00

6423

ทริปของคุณ

ลบออก

รีวิวทั้งหมด

(รีวิว 10 รายการ)

Jirapong Thivawongsakal

รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55

สมเด็จ ฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์ถึงจิตรกรรมที่วัดใหญ่สุวรรณาราม ในจดหมายเหตุระยะทางไปมณฑลราชบุรี ร.ศ.๑๒๑ มีความตอนหนึ่งว่า"วัดนี้เป็นวัดเก่าที่สุดที่ได้เห็นมา แต่ยังดีมาก มีเขียนเหลือเห็นมาก แต่ของเก่าก็มีแต่โบสถ์ก่อหลังหนึ่ง เครื่องประตูกับการเปรียญไม้เครื่องประดุหลังหนึ่ง อายุ ๓๐๐ ฤา ๔๐๐ ปี .....โบสถ์นั้นมีเสาลายปิดแบบลายต่างกัน พื้นเขียนเบญจรงค์ ด้านหน้ามารผจญ แต่ลบเสียมาก เห็นไม่ใคร่ได้ ด้านข้างเป็นรูปภาพชุมนุมมีรูปอินทร พรหม เทวดา ยักษ์ นาค ครุฑ วิชาธร บานประตูกลางหน้าเทวดายืน ดีเต็มทีได้เครื่องเก่าชัดเจน ประตูข้างหน้ารูปเสี้ยวกางไม่สู้ดี ประตูหลังข้าวรูปกินนร...."
สมเด็จ ฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์ถึงจิตรกรรมที่วัดใหญ่สุวรรณาราม ในจดหมายเหตุระยะทางไปมณฑลราชบุรี ร.ศ.๑๒๑ มีความตอนหนึ่งว่า

ถูกใจ แชร์

Jirapong Thivawongsakal

รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชวิจารณ์ไว้ในพระราชหัตถเลขา เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองราชบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๒ มีความตอนหนึ่งว่า "รูปเทพชุมนุม ที่นั่งเป็นชั้น ๆ ในผนังพระอุโบสถดูได้ทุกตัว แลเห็นได้ว่าไม่มีฝีมือแห่งใดในกรุงเทพ ฯ เหมือนเลย เช่น หน้ายักษ์ไม่ได้เขียนเป็นหัวโขน เขียนเป็นหน้าคนที่อ้วน ๆ ยุ่น ๆ ที่ซึ่งเป็นกนกก็เขียนเป็นหนวดเครา แต่อย่าเข้าใจว่าเป็นภาพกาก เขียนแบบแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนนั้นรู้ความคิดเดิมว่ายักษ์ หมายความว่าเป็นคนชนิดใด เทวดาเป็นคนชนิดใด การนุ่งห่มเครื่องแต่งตัวรู้ว่าจะสอดสวมอย่างไร ไม่ได้เขียนพุ่ง ๆ อย่างเช่นทุกวันนี้ รูปนั้นจะอยู่ข้างจะลบเลือนมาก เพราะเหตุว่าคงจะได้เขียนก่อน ๓๐๐ ปีขึ้นไป เว้นแต่ด้านหน้ามารผจญที่จะชำรุดมากจึงได้เขียนเพิ่มขึ้นใหม่ ก็แลเห็นได้ถนัดว่าความคิดไม่ตลอด ละร่องรอยเสาปูน แต่ทาสีน้ำมันเขียนลายลดน้ำเปลี่ยนแม่ลายต่างกันทุก ๆ คู่ แต่กรอบเชิงอย่างเดียวกันกรอบเชิงงามนัก "
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชวิจารณ์ไว้ในพระราชหัตถเลขา เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองราชบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๒ มีความตอนหนึ่งว่า

ถูกใจ แชร์

Jirapong Thivawongsakal

รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55

ประวัติสมเด็จเจ้าแตงโม
เดิมชื่อ ทอง เป็นชาวนาหนองหว้า กำพร้าพ่อแม่แต่เล็กอยู่กับพี่สาว พี่สาวใช้ให้ ตำข้าว หาฟืนทุกวัน วันหนึ่งตำข้าวหก พี่สาวคว้าฟืนไล่ตีเลยวิ่งหนีเอาตัวรอด (อายุประมาณ ๙ - ๑๐ ขวบ) แล้วระเหระหนเข้าเมืองเที่ยวตุหรัดตุเหร่เข้าหมู่ไปตามฝูงเด็ก ๆ จนมีเพื่อนเล่นเพื่อนเที่ยวมาก เช่น เด็กบ้าน เด็กวัด เด็กทองนี้ได้เที่ยวอด ๆ อยาก ๆ อาศัยแต่น้ำประทังความหิวไปวันหนึ่ง ๆ ด้วยความอดทน วันหนึ่งลงเล่นน้ำกับเด็กวัดใหญ่ที่ท่าหน้าวัด มีเปลือกแตงโมลอยน้ำมา ๑ ชิ้น ด้วยความหิวจึงคว้าเปลือกแตงโมได้แล้วก็ดำน้ำลงไปเคี้ยวกินแล้วโผล่ขึ้นมา เพื่อเด็กที่เล่นน้ำด้วยกันรู้ว่าเด็กทองกินเปลือกแตงโม ก็พากันเย้ยหยันต่าง ๆ ว่าจะกละกินเปลือกแตงโม จึงได้พากันเรียกว่าเด็กแตงโม ถึงอย่างไรก็ดี เด็กทองก็ไม่แสดงความเก้อเขินขัดแค้นต่อเพื่อเด็กด้วยกัน คงยิ้มแย้มแจ่มใสพูดจาเล่นหัวตามเคย ตั้งแต่วันนั้นมาก็กระจ๋อกระแจ๋กับเด็กวัดใหญ่จนได้เข้าไปเล่นหัวอยู่ในวัดกับเพื่อน ทั้งได้ดูเพื่อนเขาเขียนอ่านกันอยู่เนือง ๆ แล้วก็เลยนอนค้างอยู่กับเพื่อในวัดด้วยกัน วันหนึ่งเป็นพิธีมงคลการ เจ้าเมืองได้นิมนต์สมภารไปสวดมนต์เย็น ครั้นเสร็จแล้วกลับวัด พอตกเวลากลางคืนสมภารจำวัดตอนใกล้รุ่งฝันว่าช้างเผือกตัวหนึ่งได้เข้ามาอยู่ในวัด แล้วขึ้นไปบนหอไตร แทงเอาตู้พระไตรปิฎกล้มลงหมดทั้งหอ ครั้นตื่นจากจำวัดท่านก็นั่งตรองความฝันจึงทราบได้โดยตำราลักษณะสุบินทำนาย พอได้เวลาท่านจะไปฉันที่บ้านเจ้าเมือง ท่านสั่งกับพระเผ้ากุฏิว่า ถ้ามีใครมาหาให้เอาตัวไว้ก่อนรอจนกว่าจะพบท่าน แล้วท่านก็ไปฉัน ครั้นเสร็จแล้วกลับมาวัดถามพระว่ามีใครมาหาหรือเปล่า พระตอบว่าไม่มีใครมาหา ท่านจึงคอยอยู่จนเย็นก็ไม่เห็นมีใครมาจึงไต่ถามพระสามเณรศิษย์ว่าเมื่อคืนมีใครแปลกหน้าเข้ามาบ้างหรือเปล่า เด็กวัดคนหนึ่งเรียนว่า มีเด็กทองเข้ามานอนด้วยคนหนึ่ง ท่านจึงได้ให้ไปตามตัวมา ครั้นเด็กทองมาแล้ว ท่านจึงได้พิจารณาดูรู้ว่าเด็กทองนี้เองที่เข้าสุบิน ท่านจึงไต่ถามเรื่องราวต่าง ๆ จนได้ความตลอดแล้ว จึงชักชวนให้อยู่ในวัดมิให้ระเหระหนไปไหน

ธรรมเนียมวัดแต่โบราณ เมื่อใครพาเด็กให้มาเล่าเรียนแล้ว มักจะปล่อยให้เล่นหัวกันเสีย ให้คุ้นเคย สัก ๒ - ๓ เวลาก่อน จึงจะให้ลงมือเขียนอ่าน พอถึงวันกำหนดท่านจึงเรียกเด็กทองให้เขียนหนังสือ เด็กทองก็เขียนได้ตั้งแต่ ก, ข, ก. กา, ไปจนถึงเกยตลอดจนอ่านหนังสือพระมาลัยได้ ท่านมีความประหลาดใจจึงถามว่าเจ้ารู้มาจากไหน เด็กทองบอกว่ารู้ที่วัดนี้เอง เพราะดูเพื่อนเขาเขียนเขาอ่านจึงจำได้ ท่านสมภารจึงได้ให้บวชเป็นเณรหัดเทศน์ธรรมวัตรและมหาชาติ และเรียนอรรถแปลบาลีด้วย ครั้นเทศกาลเข้าพรรษา เจ้าเมืองให้สมภารเทศน์ ไตรมาส วันหนึ่งท่านสมภารไม่สบาย จึงให้สามเณรแตงโมไปแทน ครั้นสามเณรแตงโมไปถึงเจ้าเมืองเห็นเข้าก็ไม่ศรัทธา จึงบอกว่าเมื่อพ่อเณรมาแล้วก็เทศน์ไปเถิด แล้วกลับเข้าไปในห้องเสีย สามเณรแตงโมก็ขึ้นเทศน์ พอตั้งนะโมแล้วเดินบทจุลนีย์เริ่มทำนองธรรมวัตรสำแดงไป ผู้ทายกทั้งข้างหน้าข้างในได้ฟังเพราะจับใจ ทั้งกระแสเสียงก็แจ่มใส เมื่อเอ่ยถึงพระพุทธคุณมีพระอรหังเป็นต้น เสียงสาธุการและพนมมือแลเป็นฝักถั่วไปทั้งโรงธรรม ท่านเจ้าเมืองฟังอยู่ข้างในถึงกับนั่งอยู่ไม่ได้ จึงต้องกลับมานั่งฟังข้างนอกอย่างเคย และเพิ่มเครื่องกัณฑ์ติดเทียนขึ้นอีก เมื่อเทศน์จบแล้ว โดยความเลื่อมใสเข้าไปประเคนของและซักไซ้ไต่ถามเหตุผลว่าอยู่ที่ไหนแล้วปวารณาเป็นโยมอุปัฏฐาก อาราธนาให้มาแทนสมภารต่อไปว่า ท่านแก่เฒ่าชราอาพาธอย่าให้มาประดักประเดิดเลย ขอให้พ่อเณรมาเทศน์แทนท่านเถิด ต่อนั้นไปสามเณรแตงโมก็มาเทศน์แทนเสมอ สามเณรแตงโมนี้ได้เล่าเรียนศึกษายังอาจารย์ที่มีอยู่ในอารามต่าง ๆ ในเมืองเพชรบุรี การศึกษาเช่นทางพระปริยัติธรรมและข้อกิจวัตรปฏิบัติจนสิ้นความรู้ของท่านสมภารในสมัยนั้น ท่านสมภารจึงได้พาตัวสามเณรแตงโมเข้ากรุงศรีอยุธยา ไปฝากไว้ต่อคุณวัดหลวงแห่งหนึ่งได้ศึกษาพระปริยัติธรรมจนจบพระไตรปิฎก นับได้ว่าเป็นเปรียญแล้ว ได้อุปสมทบเป็นพระภิกษุที่มีชื่อเสียงโด่งดัง จนเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดันนับถือ โปรดให้เป็นอาจารย์สอนหนังสือพระราชบุตร พระราชนัดนา ให้เสด็จมาเล่าเรียนพระพุทธศาสนา ปฏิบัติในคัมภีร์พระไตรย์เภธางค์สาตร์ นัยว่ากาลภายหลังมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นั้นได้เสด็จเสวยราชย์แล้ว โปรดตั้งพระอาจารย์แตงโมเป็นพระราชาคณะที่พระสุวรรณมุนี ซึ่งปรากฏในฝูงชนภายหลังเรียกกันว่า สมเด็จเจ้าแตงโม เมื่อท่านได้มั่งคั่งด้วยสมณศักดิ์ฐานันดรแล้ว ภายหลังต่อมาท่านคิดถึงภูมิลำเนาบ้านเกิดเดิม และวัดอันเป็นสถานมูลศึกษาของท่าน จึงได้ถวายพระพรลาสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินว่า จะออกไปปฏิสังขรณ์พระอารามที่เคยอยู่พำนักอาศัยเป็นการบำเพ็ญพุทธบูชา ก็ทรงอนุญาตอนุโมทนาแล้วถวายท้องพระโรงในพระราชวังองค์หนึ่งเป็นการช่วย เจ้าคุณอาจารย์ท่านได้นำมาประดิษฐานเป็นศาลาการเปรียญไว้ในวัดใหญ่นั้น ตัวไม้และเสาไม้ใหญ่งามมาก ลวดลายที่เขียนและลายสลักก็เป็นฝีมือโบราณ บานประตูศาลาการเปรียญสลักงามเป็นลายก้านขดปิดทองอย่างวิจิตร

สมเด็จเจ้าแตงโม ได้ให้ช่างหล่อรูปท่านไว้รูปหนึ่ง แต่พระยาดำรงราชานุภาพว่า "ของสำคัญอีกอย่างหนึ่งนั้น คือรูปพระสงฆ์หล่อเท่าตัวคนนั่งพับเพียบพนมมือ ฝีมือที่ปั้นและหล่อเหมือนคน ดีกว่ารูปของท่านขรัวโตหรือรูปสมเด็จพระราชาคณะที่ได้เคยเห็นในที่อื่น ๆ รูปนั้นเขาเรียกกันว่ารูปสมเด็จเจ้าแตงโม คือท่านผู้ที่สร้างวัดใหญ่นี้…รฤกถึงชาติภูมิจึงออกมาสร้างวัดที่เมืองเพชรบุรี ๒ วัด คือ วัดหนองหว้าวัด ๑ และวัดใหญ่นี้วัด ๑ ทำเท่ากันเหมือนกัน แลยังปรากฏอยู่ด้วยกัน จนตราบเท่าทุกวันนี้ทั้ง ๒ วัด วัดใหญ่นั้นมีนามใหม่เรียกว่า วัดสุวรรณาราม ตามชื่อของสมเด็จสังฆราชองค์นั้น และราษฎรพากันนับถือจึงให้ช่างจีปั้นรูปหล่อสังฆราชทองในเวลาท่านออกมาเมืองเพชรบุรี แล้วหล่อไว้สักการบูชาตราบเท่าจนกาลบัดนี้ รูปสมเด็จเจ้าแตงโมนี้มีเวลาเอาออกแห่งเป็นครั้งคราว

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวินิจฉัยเกี่ยวกับสมณศักดิ์ของสมเด็จเจ้าแตงโมไว้ในพระราชหัตถเลขาเมื่อเสด็จประพาสมณฑลราชบุรีใน ร.ศ. ๑๒๘ ฉบับที่ ๕ ว่า

"…มีรูปเจ้าอาวาสเดิมซึ่งว่าเป็นผู้ปฏิสังขรณ์นั่งประนมมือถือดอกบัวตูมอยู่รูปหนึ่ง ทำด้วยความตั้งใจจะให้เหมือนฝีมือดีพอใช้
…ตั้งหน้าเรียนพระปริยัติธรรมจนได้เป็นพระราชาคณะ แล้วจึงกลับออกมาปฏิสังขรณ์วัดนี้ บางปากกล่าวว่าภายหลังได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช เป็นที่น่าสงสัยอยู่บ้างว่ากลัวจะหลงที่สังฆราช ด้วยตำแหน่งพระครูเมืองเพชรบุรี ๕ อย่างเดียวกันกับเมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา เมืองพัทลุง แต่ตามหนังสือเก่า ๆ เขานับว่าเป็นพระราชาคณะทั้งนั้น ชะรอยครู ๕ องค์นี้จะเป็นพระสังฆราชาองค์หนึ่ง เช่น พระพากุลเถรเป็นพระสังฆราชาเมืองสวางคบุรี เพชรบุรีนี้ในเวลานั้นน่าที่พระครูสุวรรณมุนีเป็นสังฆราชา ท่านสมเด็จเจ้าแตงโมนี้จะเป็นพระครูสุวรรณมุนีเสียดอกกระมัง จึงได้ชื่อวัดเพิ่มขึ้นว่า วัดใหญ่สุวรรณาราม ทุกวันนี้พระครูสุวรรณมุนีก็ยังเป็นเจ้าคณะอยู่"

พระยาปริยัติธรรมธาดาได้เขียนบันทึกไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ เกี่ยวกับสมเด็จเจ้าแตงโมว่า
"…ท่านให้หล่อรูปท่านไว้รูปหนึ่ง เรื่องหล่อรูปนี้เล่าว่าช่างปั้นหุ่นแสนยากทำไม่เหมือนได้เลย มาได้ตาแป๊ะหลังโกงคนหนึ่งเป็นช่างปั้นอย่างเอก หล่อเอาเหมือนมิได้เพี้ยนผิด ท่านจึงให้หล่อรูปตาแป๊ะไว้เป็นที่ระลึกด้วย รูปหล่อนั้นนั่งพับเพียบประนมมือถือดอกบัว ๆ นั้นถ้าเป็นของเดิมคงแปลว่านั่งทำพุทธบูชาเวลาไหว้พระ ลักษณะรูปทรงสัณฐานของท่านเป็นสันทัดคนทรงสูง ๆ ปากแหลมอย่างเรียกว่าปากครุฑ ถ้าใครเคยเห็นสมเด็จพระวันรัตแดงวัดสุทัศน์ อาจกล่าวว่ามีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกันได้ ในโบสถ์วัดใหญ่นั้นยังมีของเป็นพยานสำคัญอยู่อีกสิ่งหนึ่ง คือฝาบาตรมุกซึ่งเจ้าอธิการวัดได้รักษาต่อ ๆ กันมาใส่ตู้กระจกโดยความเคารพนับถือ จารึกชื่อไว้ว่าฝาบาตรของสังฆราชทอง…เมื่อครั้งปฏิสังขรณ์วัดใหญ่นั้น เล่าว่าท่านได้ปฏิสังขรณ์วัดหนองหว้าซึ่งเป็นวัดอยู่ในตำบลชาติภูมิของท่านด้วย บานประตูวัดหนองหว้านั้นก็สลักเสลาลวดลายวิจิตรบรรจง จนบางคนมาเห็นบานประตูวัดสุทัศน์ลายสลักเครือไม้นกเนื้อสลับซับซ้อนกันหลายชั้น ที่วัดใหญ่เป็นลายสลักชั้นเดียว ถึงวัดหนองหว้าก็คงเป็นชั้นเดียว บานประตูวัดสุทัศน์ หนังสือพระราชวิจารณ์กล่าวชัดเจนเสียแล้วว่าเป็นของรัชกาลที่ ๒ ทรงสร้างซึ่งคนทั้งหลายเคยพิศวงว่าเอามาแต่ที่โน่นที่นี่นั้นผิดหมด
พระราชพงศาวดาร แผ่นดินสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

"…จึงเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคสถลมารค ขึ้นไปนมัสการพระพุทะบาทตามอย่างพระราชประเพณีมาแต่ก่อน แล้วทรงพระกรุณาให้ช่างพนักงานจัดการยกเครื่องบนพระมณฑปพระพุทธบาทขณะนั้น สมเด็จพระสังฆราช ตามเสด็จขึ้นไปช่วยเป็นแม่งานด้วย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระทัยปราโมทย์ยิ่งนัก จึงทรงพระกรุณามอบการทั้งปวงถวายให้สมเด็จพระสังฆราชเป็นแม่งาน แล้วก็เสด็จกลับยังกรุงเทพมหานคร…"

และต่อมาเมื่อครั้งนั้นหลังคาพระมณฑปเป็นหลังคาเหมือนวัดพนัญเชิง อยู่มาสมเด็จเจ้าแตงโม จึงถวายพระพรแก่สมเด็จพระบรมกระษัตราธิราชเจ้าว่าจะล้างหลังคาลงเสียจะทำยอดพระมณฑปขึ้นไว้ สมเด็จพระบรมกระษัตราธิราชเจ้าจึงโปรดให้ขึ้นมาดูแล แต่โบราณมามีต้นไม้ต้น ๑ ใหญ่ประมาณ ๓ อ้อม มีดอกเท่าฝาบาตร ครั้นเพลาเช้าเพลาเย็นบาน กลางวันตูม เมื่อจะบานนั้นหันหน้าดอกเข้าไปข้างพระมณฑปทุกเพลา มีสัณฐานดอกนั้นเหมือนดอกทานตะวัน ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าแตงโมทำมณฑปขึ้นไป ว่าต้นไม้นั้นกีดทรงพระมณฑปอยู่ จึงฟันต้นไม้นั้นเสีย แต่วันนั้นไป ท่านสมเด็จพระเจ้าแตงโมก็ตั้งแต่ลงโลหิตไปจนเท่าวันตาย

สมเด็จเจ้าแตงโมถึงแก่มรณภาพปีใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่ชีวประวัติและผลงานของท่านในจังหวัดเพชรบุรีที่วัดใหญ่สุวรรณารามและวัดหนองหว้า รู้จักกันแพร่หลายมาแต่โบราณ (ปรากฏในพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ ๕ และของบุคคลอื่น ๆ) จนถึงปัจจุบัน นับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นที่เชิดชูชื่อเสียงของวัดใหญ่สุวรรณารามและจังหวัดเพชรบุรีอีกทางหนึ่งด้วย
"มีเจ้านาย ข้าราชการ พ่อค้า ชาวต่างประเทศ เมื่อไปเที่ยวเมืองเพชรบุรี ได้ไปชมศาลาการเปรียญ และรูปสมเด็จเจ้าแตงโมมิได้ขาด" ปัจจุบันมีเจ้านาย ข้าราชการ นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา นักเรียน ตลอดจนประชาชนทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้ไปชมโบราณวัตถุโบราณสถานที่วัดใหญ่สุวรรณารามมิได้ขาดเช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก muangphet.com

ถูกใจ แชร์

Jirapong Thivawongsakal

รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อหกนิ้ว
ชาวจังหวัดเพชรบุรีเป็นจำนวนมาก ต่างมีความเชื่อว่าหลวงพ่อหกนิ้ว มีอิทธิฤทธิ์สามารถช่วยดลบันดาลปัดเป่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับพวกชาวบ้าน อีกทั้งยังให้โชคลาภกับพวกชาวบ้านที่มากราบมนัสการท่านอยู่เนื่องๆ บางคนมีคดีความถูกคดโกงไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อมา กราบไหว้หลวงพ่อหกนิ้ว ท่านก็จะช่วยเหลือให้พ้นจากความทุกข์ดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์เหนือคำบรรยายยิ่งนัก
ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อหกนิ้ว
ชาวจังหวัดเพชรบุรีเป็นจำนวนมาก ต่างมีความเชื่อว่าหลวงพ่อหกนิ้ว มีอิทธิฤทธิ์สามารถช่วยดลบันดาลปัดเป่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับพวกชาวบ้าน อีกทั้งยังให้โชคลาภกับพวกชาวบ้านที่มากราบมนัสการท่านอยู่เนื่องๆ บางคนมีคดีความถูกคดโกงไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อมา กราบไหว้หลวงพ่อหกนิ้ว ท่านก็จะช่วยเหลือให้พ้นจากความทุกข์ดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์เหนือคำบรรยายยิ่งนัก

ถูกใจ แชร์

Jirapong Thivawongsakal

รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55

หลวงพ่อหกนิ้ว
หลวงพ่อหกนิ้วตามตำนานได้มีการบันทึกเป็นหลักฐานเอาไว้ว่า แต่เดิมหลวงพ่อหกนิ้วได้ประดิษฐานอยู่ ณ วัดหัวสนาม ซึ่งมีสภาพเป็นวัดร้าง อยู่ทางด้านทิศใต้ของวัดใหญ่สุวรรณาราม
หลวงพ่อหกนิ้ว 
หลวงพ่อหกนิ้วตามตำนานได้มีการบันทึกเป็นหลักฐานเอาไว้ว่า แต่เดิมหลวงพ่อหกนิ้วได้ประดิษฐานอยู่ ณ วัดหัวสนาม ซึ่งมีสภาพเป็นวัดร้าง อยู่ทางด้านทิศใต้ของวัดใหญ่สุวรรณาราม

ถูกใจ แชร์

Jirapong Thivawongsakal

รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55

พระประธานในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ซึ่งเป็นพระประธานปูนปั้นลงรักปิดทอง ที่มีความงดงามตามลักษณะของการสร้างพระพุทธรูป ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง และยังมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก
พระประธานในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ซึ่งเป็นพระประธานปูนปั้นลงรักปิดทอง ที่มีความงดงามตามลักษณะของการสร้างพระพุทธรูป ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง และยังมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก

ถูกใจ แชร์

Jirapong Thivawongsakal

รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55

พระอุโบสถของวัดใหญ่สุวรรณารามมีความโดดเด่นอยู่ตรงที่ ไม่มีการเจาะช่องหน้าต่าง

ถูกใจ แชร์

Jirapong Thivawongsakal

รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55

พระอุโบสถเป็นศิลปะอยุธยา มีภาพทวารบาล จิตรกรรมภาพเทพชุมนุมเรียงรายกัน 5 ชั้น พระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยรู ปหล่อพระสังฆราชแตงโม หน้าบันเป็นงานรูปปั้นสมัยอยุธยาตอนปลายที่งามพลิ้วราวมีชีวิต
พระอุโบสถเป็นศิลปะอยุธยา มีภาพทวารบาล จิตรกรรมภาพเทพชุมนุมเรียงรายกัน 5 ชั้น พระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยรู ปหล่อพระสังฆราชแตงโม หน้าบันเป็นงานรูปปั้นสมัยอยุธยาตอนปลายที่งามพลิ้วราวมีชีวิต

ถูกใจ แชร์

Jirapong Thivawongsakal

รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55

หอเก็บพระไตรปิฏก เป็นอาคารไม้ผนังฝาปะกน รองรับด้วยเสาไม้ 3เสา ไม่ใช่ 4 เสาเหมือนหอไตรทั่วๆ ไป จากแนวความคิดที่ว่า พุทธศาสนาจะดำรงค์อยู่ได้ ด้วย พระไตรปิฎก 3 หลัก คือ พระธรรมปิฏก พระไตรปิฏก และพระสุตันตปิฎก
หอเก็บพระไตรปิฏก เป็นอาคารไม้ผนังฝาปะกน รองรับด้วยเสาไม้ 3เสา ไม่ใช่ 4 เสาเหมือนหอไตรทั่วๆ ไป จากแนวความคิดที่ว่า พุทธศาสนาจะดำรงค์อยู่ได้ ด้วย พระไตรปิฎก 3 หลัก คือ พระธรรมปิฏก พระไตรปิฏก และพระสุตันตปิฎก

ถูกใจ แชร์

Jirapong Thivawongsakal

รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55

พระอุโบสถเป็นศิลปะอยุธยา มีภาพทวารบาล จิตรกรรมภาพเทพชุมนุมเรียงรายกัน 5 ชั้น พระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยรู ปหล่อพระสังฆราชแตงโม หน้าบันเป็นงานรูปปั้นสมัยอยุธยาตอนปลายที่งามพลิ้วราวมีชีวิต
พระอุโบสถเป็นศิลปะอยุธยา มีภาพทวารบาล จิตรกรรมภาพเทพชุมนุมเรียงรายกัน 5 ชั้น พระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยรู ปหล่อพระสังฆราชแตงโม หน้าบันเป็นงานรูปปั้นสมัยอยุธยาตอนปลายที่งามพลิ้วราวมีชีวิต

ถูกใจ แชร์

สถานที่ใกล้เคียง

วัดกำแพงแลง วัดกำแพงแลง

(รีวิว 1 รายการ)

ห่าง 0.62

วัดมหาธาตุวรวิหาร วัดมหาธาตุวรวิหาร

(รีวิว 1 รายการ)

ห่าง 0.66

วัดพระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาสน์

(รีวิว 1 รายการ)

ห่าง 1.21

อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี

(รีวิว 1 รายการ)

ห่าง 1.67

พระรามราชนิเวศน์ พระรามราชนิเวศน์

(รีวิว 1 รายการ)

ห่าง 1.85

วัดเขาบันไดอิฐ วัดเขาบันไดอิฐ

(รีวิว 1 รายการ)

ห่าง 2.83

ถ้ำเขาหลวง ถ้ำเขาหลวง

(รีวิว 344 รายการ)

ห่าง 3.55

โรงแรมใกล้เคียง

ไวท์ มังกี้ เกสท์เฮาส์ ไวท์ มังกี้ เกสท์เฮาส์ (รีวิว 0 รายการ)

ห่าง 0.51

บ้านไทยเกสเฮ้าส์ บ้านไทยเกสเฮ้าส์ (รีวิว 0 รายการ)

ห่าง 0.89

สวีท ดรีม สวีท ดรีม (รีวิว 0 รายการ)

ห่าง 1.21

มินธารา เพชรบุรี มินธารา เพชรบุรี (รีวิว 0 รายการ)

ห่าง 1.27

ชานเมือง รีสอร์ท ชานเมือง รีสอร์ท (รีวิว 0 รายการ)

ห่าง 1.31

ดาด ฟ้า โฮม แอนด์ คาเฟ่ ดาด ฟ้า โฮม แอนด์ คาเฟ่ (รีวิว 0 รายการ)

ห่าง 1.70

คีรีบูติค โฮเทล คีรีบูติค โฮเทล (รีวิว 0 รายการ)

ห่าง 1.78

เดอะคีรีเรสซิเทล เดอะคีรีเรสซิเทล (รีวิว 0 รายการ)

ห่าง 1.83

พอตเตอร์ โฮเทล พอตเตอร์ โฮเทล (รีวิว 0 รายการ)

ห่าง 1.85

เดอะโคซี่ โฮเทล เพชรบุรี เดอะโคซี่ โฮเทล เพชรบุรี (รีวิว 0 รายการ)

ห่าง 1.86

ร้านอาหารใกล้เคียง

เจ็กเม้ง เจ็กเม้ง (รีวิว 1 รายการ)

ห่าง 1.26

เปลญวน เปลญวน (รีวิว 0 รายการ)

ห่าง 6.05

เข้าชมล่าสุด