“โบราณสถานศิลาแลงที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอมแบบบายนเพียงแห่งเดียวในเพชรบุรี โดดเด่นด้วยหมู่ปราสาทห้าหลังที่ล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลงอันแข็งแกร่ง”
วัดกำแพงแลง (Kamphaeng Laeng Temple) เป็นตัวอย่างสำคัญของศิลปะขอมแบบบายน ซึ่งรุ่งเรืองในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ราวพุทธศตวรรษที่ 18–19) ศิลปะแบบนี้มีลักษณะเด่นคือความหนักแน่น เรียบขรึม ลดทอนลวดลายฟุ่มเฟือยแบบศิลปะขอมยุคก่อนหน้า เช่น แบบบาปวนหรือแบบนครวัด แต่เน้นมวลสถาปัตยกรรมที่แข็งแรงและความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่มากกว่า
หมู่ปรางค์ศิลาแลงทั้ง 5 หลังตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน จัดผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลงและซุ้มประตู (โคปุระ) ซึ่งเป็นรูปแบบมาตรฐานของเทวสถานขอม ปรางค์ประธานเดิมใช้เป็นที่ประดิษฐานเทวรูปสำคัญ เช่น พระศิวะ หรือพระโพธิสัตว์ ก่อนจะถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ทางพุทธศาสนาในเวลาต่อมา
การเลือกใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลักสะท้อนถึงความรู้ด้านวิศวกรรมของช่างขอมโบราณ ศิลาแลงเป็นหินที่หาได้ง่ายในพื้นที่เพชรบุรี มีคุณสมบัติแข็งแรงเมื่อแห้ง และสามารถตัดแต่งเป็นก้อนสี่เหลี่ยมเพื่อเรียงซ้อนอย่างเป็นระเบียบได้ดี การก่อสร้างส่วนใหญ่ใช้วิธีเรียงหินโดยไม่ใช้ปูน แต่พึ่งพาน้ำหนักและการเข้าลิ้นของก้อนหิน ซึ่งช่วยให้โครงสร้างคงทนยาวนานมานับร้อยปี
ร่องรอยปูนปั้นที่พบตามซุ้มประตู ทับหลัง และกรอบช่องประตู บ่งชี้ว่าตัวปราสาทเคยมีการตกแต่งอย่างวิจิตรในอดีต อาจมีลวดลายเทพเจ้า ลายพันธุ์พฤกษา หรือสัญลักษณ์จักรวาลตามคติพราหมณ์-มหายาน ซึ่งปัจจุบันหลงเหลือเพียงบางส่วนให้ศึกษา
วัดกำแพงแลงเป็นหลักฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านความเชื่อในดินแดนเพชรบุรี จากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สู่พุทธศาสนานิกายมหายานในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งทรงนับถือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นหลัก ต่อมาเมื่ออำนาจขอมเสื่อมถอยลง พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จึงถูกปรับใช้เป็นวัดในพุทธศาสนาแบบเถรวาทดังที่เห็นในปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนผ่านการปรับพื้นที่ภายในปรางค์ การเพิ่มองค์ประกอบทางพุทธศาสนา และการใช้วัดเป็นศูนย์กลางชุมชน แสดงให้เห็นว่าศาสนาไม่ได้เข้ามาแทนที่กันอย่างฉับพลัน แต่เป็นการผสมผสานและปรับตัวตามบริบทของผู้คนในแต่ละยุคสมัย
วัดกำแพงแลงเป็นหลักฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านความเชื่อในดินแดนเพชรบุรี จากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สู่พุทธศาสนานิกายมหายานในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งทรงนับถือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นหลัก ต่อมาเมื่ออำนาจขอมเสื่อมถอยลง พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จึงถูกปรับใช้เป็นวัดในพุทธศาสนาแบบเถรวาทดังที่เห็นในปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนผ่านการปรับพื้นที่ภายในปรางค์ การเพิ่มองค์ประกอบทางพุทธศาสนา และการใช้วัดเป็นศูนย์กลางชุมชน แสดงให้เห็นว่าศาสนาไม่ได้เข้ามาแทนที่กันอย่างฉับพลัน แต่เป็นการผสมผสานและปรับตัวตามบริบทของผู้คนในแต่ละยุคสมัย
ในปัจจุบัน วัดกำแพงแลงมีคุณค่าอย่างยิ่งในฐานะแหล่งเรียนรู้ด้านโบราณคดี ศิลปะ และประวัติศาสตร์ นักเรียน นักศึกษา และนักวิชาการสามารถใช้พื้นที่แห่งนี้ศึกษาโครงสร้างศาสนสถานขอม ผังจักรวาลตามคติอินเดีย และพัฒนาการของศิลปกรรมไทยยุคต้นได้อย่างชัดเจน
วัดกำแพงแลงจึงไม่เพียงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็น “ตำรามีชีวิต” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของอารยธรรม ความเชื่อ และศิลปะที่สั่งสมต่อเนื่องกันมาหลายศตวรรษ ผ่านก้อนศิลาแลงที่ยังคงยืนหยัดท่ามกลางกาลเวลา
วิธีการเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว:
- จากทางหลวงหมายเลข 4 เข้าสู่ตัวเมืองเพชรบุรี มุ่งหน้าสู่ถนนโพธิ์การ้อง วัดกำแพงแลงจะตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ สังเกตเห็นกำแพงศิลาแลงสีน้ำตาลได้อย่างชัดเจน
รถจักรยานยนต์รับจ้าง:
- สามารถเรียกใช้บริการได้จากสถานีรถไฟเพชรบุรีหรือท่ารถตู้ เพื่อมายังวัดได้อย่างรวดเร็ว
การเดินเท้าหรือขี่จักรยาน:
- เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าที่มีถนนเชื่อมถึงกัน นักท่องเที่ยวสามารถเช่าจักรยานขี่เที่ยวชมโบราณสถานรอบเมืองรวมถึงวัดกำแพงแลงได้
คำแนะนำ
ช่วงเวลาที่ดีที่สุด:
- ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์อากาศจะไม่ร้อนจัด แนะนำให้มาชมในช่วง 16:00 - 17:30 น. เพื่อรับแสงสีทองของพระอาทิตย์ตกที่กระทบศิลาแลง
การแต่งกาย:
- เนื่องจากเป็นวัดที่ยังมีการประกอบศาสนกิจ ควรแต่งกายสุภาพ สวมรองเท้าที่ถอดและสวมง่าย
การถ่ายภาพ:
- สามารถถ่ายภาพโบราณสถานได้เต็มที่ แต่ควรระมัดระวังไม่ปีนป่ายขึ้นไปบนตัวปราสาทศิลาแลงเพื่อช่วยกันรักษาสภาพโบราณสถาน
อาหารและวัฒนธรรม:
- บริเวณรอบวัดมีร้านอาหารท้องถิ่นและร้านก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดของชาวเพชรบุรีที่เปิดขายอยู่หลายร้านในราคามิตรภาพ
การวางแผน:
- วัดนี้อยู่ไม่ไกลจากวัดมหาธาตุและศาลหลักเมือง สามารถบรรจุเข้าเป็นหนึ่งในรูทเที่ยว "วันเดียวเที่ยวเมืองเก่าเพชรบุรี" ได้
ค่าเข้าชม
-
ชาวไทย: เข้าชมฟรี
-
ชาวต่างชาติ: เข้าชมฟรี
เวลาทำการ:
-
เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08:00 – 17:00 น.
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 7 รายการ)รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทำให้ทราบว่า ปราสาทกำแพงแลงสร้างขึ้นภายใต้คติของวัชรยาน ได้รับอิทธิพลมาจากเขมรศิลปะแบบบายน เทียบอายุเวลาจากวัสดุในการก่อสร้างปราสาท (ศิลาแลง) ลักษณะทางสถาปัตยกรรม ลวดลายปูนปั้นประดับ ประติมากรรม และจารึกปราสาทพระขรรค์ ที่กล่าวถึงการส่งพระพุทธรูป จากปัจจัยเหล่านี้ กำหนดอายุเวลาได้ว่า ปราสาทกำแพงแลงสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ระหว่างปี พ.ศ. 1724-1763 ซึ่งเป็นปีที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ครองราชย์
รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55
พระองค์ได้มีความนิยมในการสร้างรูปเคารพภายใต้ลัทธินี้อย่างแพร่หลาย รูปเคารพสำคัญ ได้แก่ พระโลเกศวรสี่กร พระวัชรสัตว์นาคปรกและพระนางปรัชญาปารมิตา ความหมายของการสร้างรูปเคารพทั้งสามนี้ คือการสร้างรูปเคารพแทนความหมายเชิงอภิปรัชญา โดยพระโลเกศวรแทนความเป็นอุบายเพื่อนำไปสู่ปัญญา พระวัชรสัตว์นาคปรกแทนสภาวะของพระโพธิญาณอันหมายถึงศูนยตา และพระนางปรัชญาปารมิตาเป็นตัวแทนของปัญญา
รวมความหมายคืออุบายและปัญญา เป็นหนทางไปสู่ความเป็นศูนฺยตา เมื่อนำรูปเคารพที่พบมาเรียงกันแล้ว จะพบว่า ปราสาทต่างๆ ก็สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่รูปเคารพเหล่านั้นด้วย โดยปราสาทองค์กลางสร้างขึ้นถวายแด่ พระวัชรสัตว์พุทธะ (พระมหาไวโรจนะหรือพระอาทิพุทธะ) ลักษณะของพระวัชรสัตว์โดยทั่วไปนั้นคือ พระพุทธรูปนาคปรก ปราสาททิศเหนือประดิษฐานรูปเคารพปรัชญาปารมิตา ปราสาททิศใต้ประดิษฐานรูปเคารพพระโลเกศวรสี่กร จากการวางผังทั้งสามนี้ ทำให้ทราบว่ารูปเคารพที่พบเป็นรูปเคารพในลัทธิวัชรยาน ศิลปะเขมรแบบบายน
รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55
พระโพธิสัตว์โลเกศวรเปล่งรัศมี
พบตรงบริเวณปราสาททิศตะวันตก ลักษณะประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรเปล่งรัศมีที่พบ ทำจากวัสดุศิลาทรายขาว วรกายชำรุดหักพังในส่วนศีรษะ แขน และขา แต่ยังคงพบศีรษะในบริเวณใกล้เคียงอยู่ ลวดลายบริเวณพระวรกายท่อนบนตรงบริเวณพระอุระปรากฏพระพุทธรูปปางสมาธิองค์เล็กประดับเรียงเป็นแถว ถ้าสมบูรณ์ จะมี 8 พระกร มีพระพุทธรูปปางสมาธิประดับเหนือกระบังหน้า สวมพระธำมรงค์ที่มีหัวเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิที่นิ้วพระบาททั้งสิบ อันแสดงถึงภาวะเหนือพระพุทธเจ้าทั้งปวง
พระโพธิสัตว์โลเกศวรสี่กร
พบในสภาพชำรุดเหลือเพียงส่วนพระวรกายและท่อนแขน 4 ท่อน ทรงภูษาสมพตในศิลปะเขมรแบบบายน ถ้าสมบูรณ์ จะมี 4 กร กรซ้ายหน้าถือดอกบัว กรขวาหน้าถือหม้อน้ำ กรซ้ายหลังถือประคำ กรขวาหลังถือคัมภีร์
พระวัชรสัตว์นาคปรก
เป็นพระพุทธรูปนาคปรกทรงเครื่อง ลักษณะที่พบเหลือเพียงส่วนของพระพักตร์และพระอุระ ด้านหลังมีแผ่นหินสลักติดเป็นตัวนาคแผ่พังพาน ถ้าสมบูรณ์จะเป็นพระพุทธรูปนาคปรก บนฐานพญานาคขด ปางสมาธิ เป็นพระวัชรสัตว์ในลัทธิวัชรยานของกัมพูชา คำว่า วัชรสัตว์ เป็นพระนามที่เขมรใช้เรียกพระอาทิพุทธะหรือพระมหาไวโรจนะ พระพุทธเจ้าองค์ที่ 6 ของพุทธศาสนาลัทธิวัชรยาน ซึ่งศิลปเขมรนิยมสร้างออกมาในรูปแบบพระพุทธรูปนาคปรก
พระนางปรัชญาปารมิตา
พบเพียงส่วนเศียรเท่านั้น ปัจจุบันเป็นสมบัติเอกชน ถ้าสมบูรณ์จะพบอยู่ในรูปพระโพธิสัตว์เพศหญิง มี 2 กร กรซ้ายถือดอกบัว ภายในมีคัมภีร์ปรัชญาปารมิตา กรขวาแสดงปางประทานพร
หัวสะพานรูปครุฑยุดนาค
หัวสะพานนี้ไม่ได้พบภายในวัดกำแพงแลง แต่พบว่าได้จัดเก็บไว้ที่วัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี โดยลักษณะเป็นหัวบันไดครุฑยุดนาค แต่ที่พบนี้ ชำรุดไปมาก เหลือเพียงส่วนของขาครุฑ และหัวพญานาค 3 เศียรเท่านั้น ซึ่งลักษณะของหัวสะพานเช่นนี้ เป็นที่นิยมมาในศิลปะเขมรสมัยบายน ดังตัวอย่างจากหัวสะพานรูปครุฑยุคนาด ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55
วัสดุในการสร้างปราสาท (ศิลาแลง)
เป็นวัสดุที่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ช่างนิยมใช้กันเนื่องจากเหตุผลบางประการคือ ขาดแคลนหิน และนำวัสดุที่พบง่ายในท้องถิ่นของตัวเองนำเอามาสร้าง สะดวกในการหาใช้ และต้องการความแข็งแรง คงทนก็คือ ศิลาแลง ซึ่งเราหากมองย้อนไปว่าที่เขมรในช่วงสมัยเมืองพระนคร พุทธศตวรรษที่ 16-17 นั้นปราสาทที่สร้างขึ้นนั้นส่วนใหญ่จะสร้างด้วยหินทรายซึ่งได้มาจากเขาพนมกุเลน พอมาถึงสมัยบายนหินเริ่มขาดแคลนหินที่นำมาก่อสร้างปราสาทบายนนั้นเป็นหินที่ไม่ค่อยมีคุณภาพและเหลือน้อยจึงจำต้องหาวัสดุอื่นมาเสริมก็คือศิลาแลงแต่ก็ใช้ในส่วนที่เป็นฐานเท่านั้น ซึ่งเมื่ออิทธิพลเขมรได้แผ่ขยายเข้าในภาคกลางของประเทศไทยนั้นก็เกิดมีการสร้างปราสาทแบบเขมรจำนวนมาก ปราสาทที่พบร่วมสมัยนี้มักสร้างด้วยศิลาแลงซึ่งเป็นวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่นมาใช้ในการก่อสร้าง ดังนั้นการสร้างปราสาทกำแพงแลง ก็เลยนำวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่นอันได้แก่ ศิลาแลง นำมาก่อสร้างซึ่งสันนิษฐานอายุเวลาได้ว่าร่วมสมัยกับศิลปะบายน
รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55
เนื่องจากปราสาทวัดกำแพงแลงก่อสร้างด้วยศิลาแลง ซึ่งคุณสมบัติของศิลาแลงจะมีความแข็ง แต่มีรูพรุนไม่สามารถจะนำแกะสลักได้ ดังนั้นเมื่อมีการสร้างเสร็จจะมีการฉาบปูนทั่วทั้งปราสาทประมาณสองรอบเมื่อฉาบปูนเสร็จก็จะมีการทำลวดลายต่างๆ ด้วยปูนปั้นประดับตามตัวปราสาท ซึ่งจากการศึกษาของเหล่านักวิชาการนั้นพบว่าร่องรอยลวดลายที่ปรากฏอยู่บนตัวปราสาทนั้นเป็นลวดลายคล้ายกับศิลปะเขมรแบบบายน (พ.ศ. 1720 - 1733) ลวดลายปูนปั้นนั้น พบที่ปราสาทองค์กลางมากที่สุดและยังมีหลงเหลือที่ปราสาททิศใต้อีกเล็กน้อย ลักษณะลวดลายมีดังต่อไปนี้
ลวดลายปูนปั้นปราสาทองค์กลาง
พบอยู่บริเวณด้านหลังของปราสาท ลวดลายที่เหลืออยู่ คือ บริเวณหน้าบัน บริเวณลายลวดบัวหัวเสา บัวผนังเชิง และกลีบขนุน จากลวดลายข้างต้นสามารถนำมาเปรียบเทียบกับลวดลายจากปราสาทบายน ซึ่งเป็นปราสาทสมัยบายน สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (มีอายุเวลาในช่วง พ.ศ. 1720-1773) โดยสามารถนำมาเปรียบเทียบลวดลายได้ดังนี้
ลวดบัวหัวเสา เป็นลวดลายประดับในบริเวณขอบหัวเสาค้ำยันอาคาร ประกอบด้วยลวดลายเส้นลวด และลายหน้ากระดานต่างๆ
ลวดลายตกแต่งบริเวณหัวเสาที่พบ
บัวเชิงผนังเป็นลวดลายประดับในบริเวณขอบส่วนบนและส่วนล่างของอาคารสถาปัตยกรรมเขมร ลักษณะเป็นเส้นลวดคาด ประมาณ 2 - 3 ชั้น คั่นด้วยลายหน้ากระดาน ตัวอย่างลวดลายบัวเชิงผนังปราสาทแห่งนี้ ได้แก่
หน้าบัน เป็นลวดลายประดับเหนือซุ้มประตู เป็นส่วนที่อยู่เชื่อมต่อกับเสา ซึ่งจะติดอยู่กับทับหลังหรือผนัง เพื่อปิดโครงสร้างของอิฐกรอบซุ้มประตูดังกล่าว
การเปรียบเทียบลวดลายบริเวณหน้าบันจากปราสาทบายน และปราสาทวัดกำแพงแลง ซึ่งจะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของลวดลายนั้น เหมือนกับที่พบที่ปราสาทบายน เห็นได้ชัดจากส่วนของใบระกา ลักษณะเป็นปลายแหลมสอบขึ้น แต่เนื่องจากฝีมือช่างของปราสาทแห่งนี้ เป็นฝีมือช่างพื้นบ้านจึงอาจมีลักษณะที่ต่างออกไป นอกจากนี้ ปลายหน้าบันยังเป็นรูปพญานาค 5 เศียร สวมกระบังหน้า ซึ่งเป็นอิทธิพลในช่วงปลายศิลปะสมัยนครวัด ที่ยังคงส่งอิทธิพลต่อศิลปะสมัยบายน แต่ที่ปราสาทกำแพงแลงแห่งนี้ ฝีมือช่างอาจต่างกันเนื่องจากเป็นฝีมือช่างพื้นบ้าน
กลีบขนุน องค์ประกอบตกแต่งที่ประดับที่แทรกอยู่ระหว่างชั้นภูมิ ตรงตำแหน่งมุมที่ย่อของแต่ละชั้น กลีบขนุนที่พบที่ปราสาทวัดกำแพงแลงแห่งนี้ ไม่หลงเหลือลวดลายปูนปั้นแล้ว แต่ชิ้นส่วนกลีบขนุนปราสาทวัดกำแพงแลงที่กระจายไปเก็บไว้ที่วัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรีนั้น ยังคงหลงเหลือลวดลายปูนปั้นอยู่ โดยกลีบขนุนที่พบเป็นรูปของบุคคลเพศชายอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว ภูษาของรูปบุคคลนั้นมีการนุ่งผ้าสมพตแบบประติมากรรมบุรุษของบายน คือ มีการชักชายผ้าออกมาด้านข้าง ห้อยเฟื่องอุบะคาด
ลวดลายปูนปั้นปราสาททิศใต้
พบเป็นลวดลายปูนปั้นรูปพระพุทธรูปในประตูหลอกด้านทิศใต้และทิศเหนือของปราสาท จากการสันนิษฐานเชื่อว่าพระพุทธรูปปูนปั้นดังกล่าว สร้างขึ้นในสมัยหลังจากการสร้างตัวปราสาทหลังนี้ ลวดลายปูนปั้นได้แก่
ปูนปั้นพระพุทธรูปด้านทิศใต้ของปราสาท ปางประทานพรพระหัตถ์ขวา ส่วนพระหัตถ์ซ้ายถือชายจีวร เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นที่ปั้นอยู่บนแกนประตูหลอกแสดงให้เห็นว่าปราสาททั้งสามหลังนี้ ไม่เชื่อมต่อกัน
ปูนปั้นพระพุทธรูปด้านทิศเหนือของปราสาท ลวดลายหลุดออกไปมาก ไม่สามารถกำหนดได้ว่าเป็นปางใด แต่ก็ยังเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นที่ปั้นอยู่บนแกนประตูหลอกแสดงให้เห็นว่าปราสาททั้งสามหลังนี้ ไม่เชื่อมต่อกัน
รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55
แผนผัง
ปราสาทวัดกำแพงแลงมีผังพื้นล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลงเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ภายในกำแพงศิลาแลงเป็นที่ตั้งของปราสาทศิลาแลงแบบศิลปะเขมรทั้งหมด 4 องค์ ปราสาท 3 องค์ทางด้านหน้าวางตัวเรียงกันในแนวเหนือ-ใต้ โดยปราสาทประธานมีขนาดสูงใหญ่กว่าอีก 2 องค์ ส่วนปราสาทองค์ที่ 4 ตั้งอยู่ด้านหลังของปราสาทประธานด้านทิศตะวันออก และมีโคปุระ (ซุ้มประตูทางเข้า) 1 หลังที่มียอดเป็นปราสาท ภายในกำแพงศิลาแลงยังพบสระน้ำอยู่ชิดขอบกำแพงทางทิศตะวันออกด้วย
โคปุระ
โคปุระ หรือซุ้มประตูทางเข้าก่อด้วยศิลาแลง ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของปราสาทประธาน ลักษณะเป็นปราสาทเขมร ศิขระหรือส่วนยอดยังคงสภาพของแต่ละส่วนไว้อย่างสมบูรณ์ ตัวเรือนธาตุของปราสาทเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม มีมุขยื่นออกมาจากเรือนธาตุทั้ง 4 ด้านเป็นจตุรมุขลดหลั่นกัน 2 ชั้น สันหลังคามุขประดับด้วยบราลี มุขแต่ละด้านมีหน้าต่างหลอกเป็นลูกกรงมะหวดที่ผนังด้านข้างด้านละ 1 แห่ง ประตูทางเข้ามีเพียงทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเท่านั้นที่สามารถเดินเข้าไปได้ ส่วนประตูทางด้านทิศเหนือและทิศใต้เป็นประตูหลอกปิดทึบ รอบโคปุระพบบัวเชิงผนัง ส่วนฐานโคปุระ มีผังเป็นรูปกากบาทตัดกัน เนื่องจากเป็นซุ้มประตูทางเข้าจึงทำเป็นฐานทรงเตี้ยสำหรับเดินเข้าได้อย่างสะดวก ปัจจุบันที่โคปุระไม่พบลวดลายปูนปั้นหลงเหลืออยู่แล้ว คงเหลือแต่ร่องรอยของปูนที่ฉาบอยู่ด้านนอกเท่านั้น
ปราสาทประธาน
ก่อด้วยศิลาแลงตั้งอยู่บนฐานที่ซ้อนกันอย่างน้อย 2 ชั้น ศิขระหรือส่วนยอดของปราสาทได้หักพังลงมาแล้ว แต่ยังคงเหลือชั้นรัดประคดและชั้นอัสดงอยู่ รวมทั้งมีนาคปักและกลีบขนุนตามอยู่ตามส่วนยอดอยู่บ้าง เรือนธาตุของปราสาทประธานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม มีประตูทางเข้าทั้ง 4 ทิศ ซุ้มหน้าบันเหนือประตูทางเข้าด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกของปราสาทยังมีลวดลายปูนปั้นหลงเหลืออยู่เช่นเดียวกับบริเวณฐาน
ปราสาททิศเหนือ
ก่อด้วยศิลาแลง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของปราสาทประธาน ปัจจุบันหักพังลงเหลือเพียงส่วนด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกเท่านั้น ลักษณะคงเป็นเช่นเดียวกับปราสาทประธานแต่มีขนาดเล็กกว่า มีประตูทางเข้าทางด้านทิศตะวันออกและตะวันตก ส่วนด้านทิศเหนือและใต้เป็นประตูหลอกสลักปิดทึบไว้ 2 ชั้น
ปราสาททิศใต้
ก่อด้วยศิลาแลง อยู่ทางทิศใต้ของปราสาทประธาน มีลักษณะเช่นเดียวกับปราสาทองค์อื่นและคงมีขนาดสูงใหญ่เช่นเดียวกับปราสาททิศเหนือ โดยยังคงไว้ซึ่งองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของส่วนยอดหรือศิขระ ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ส่วนเรือนธาตุและฐานบางส่วนได้รับการบูรณะซ่อมแซมขึ้นใหม่ในสมัยหลัง มีประตูเข้าทางด้านทิศตะวันออกและตะวันตก ด้านทิศเหนือและใต้เป็นประตูหลอกปิดทึบ ที่สันของประตูหลอกปั้นปูนเป็นพระพุทธรูปปางประทานอภัยทั้งสองด้าน ปัจจุบันชำรุดไปมากเหลือเพียงส่วนโกลนของศิลาแลง
ปราสาททิศตะวันตก
ตั้งอยู่ด้านหลังของปราสาทประธานทางด้านทิศตะวันตก ปัจจุบันอยู่ในสภาพพังทลายลงมาเกือบหมด เหลือเพียงผนังทางด้านทิศเหนือและส่วนฐานซึ่งมีความสูงกว่าปราสาททุกองค์เท่านั้น ลักษณะคล้ายกับปราสาททางด้านทิศเหนือและทิศใต้ มีประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและตะวันตก ส่วนด้านทิศเหนือและใต้เป็นประตูหลอก
กำแพงศิลาแลง
ก่อด้วยศิลาแลง ล้อมรอบกลุ่มปราสาทและสระน้ำไว้ภายใน ที่กึ่งกลางของกำแพงศิลาแลงทั้ง 4 ด้านมีประตูทางเข้าด้านละ 1 ประตู สันกำแพงประดับด้วยบราลีศิลาแลง
สระน้ำ
ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกลุ่มปราสาทภายในเขตของกำแพงแก้ว เป็นสระน้ำกรุด้วยศิลาแลง ปัจจุบันถูกถมไปแล้ว
รีวิวเมื่อ 2 มิ.ย. 55