“สักการะพระบรมรูปหล่อสำริดขนาดเท่าครึ่งของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ผู้ทรงสถาปนาราชธานีอยุธยาให้เป็นปึกแผ่นยาวนานกว่า 417 ปี”
พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง (King U-Thong Monument) เป็นอนุสรณ์สถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรอยุธยา ผู้ทรงวางรากฐานสำคัญของรัฐไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา พระองค์ทรงเลือกชัยภูมิบริเวณที่เรียกว่า “หนองโสน” เป็นสถานที่สร้างราชธานีใหม่เมื่อพุทธศักราช 1893 ซึ่งต่อมากลายเป็นกรุงศรีอยุธยา เมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองและทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอดีต
ตัวพระบรมราชานุสาวรีย์ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่มีความสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ ระหว่าง วัดพระศรีสรรเพชญ์ และ วิหารพระมงคลบพิตร ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและพระราชพิธีของกรุงศรีอยุธยาในสมัยโบราณ ทำเลแห่งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาสนา และอำนาจการปกครอง อีกทั้งยังเป็นจุดที่หลอมรวมจิตวิญญาณของเมืองมรดกโลกแห่งนี้เข้าไว้ด้วยกันอย่างเด่นชัด
ลักษณะของพระบรมรูปเป็น งานหล่อสำริด ทรงฉลองพระองค์แบบกษัตริย์โบราณ ยืนตระหง่านอย่างสง่างามบนแท่นฐานสูง แสดงถึงพระบารมี ความมั่นคง และพระปรีชาสามารถในการปกครองบ้านเมือง พระบรมรูปประดิษฐานอยู่บริเวณหน้าแนวเขตพระราชวังโบราณ โดยรอบได้รับการจัดภูมิทัศน์อย่างเป็นระเบียบ สวยงาม และสงบ เหมาะแก่การสักการะ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของผู้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของภูมิภาคในอดีต
บรรยากาศโดยรอบพระบรมราชานุสาวรีย์ให้ความรู้สึกถึง ความยิ่งใหญ่และความรุ่งเรืองของอดีต เนื่องจากตั้งอยู่ท่ามกลางโบราณสถานสำคัญของเกาะเมืองอยุธยา ในช่วงยามเย็น แสงอาทิตย์ที่สาดส่องจะตกกระทบองค์พระบรมรูปและหมู่เจดีย์ของวัดพระศรีสรรเพชญ์ที่อยู่ด้านหลัง สร้างทัศนียภาพที่งดงาม สงบ และเปี่ยมด้วยพลังทางประวัติศาสตร์ เหมาะแก่การเดินเล่น พักผ่อน และซึมซับบรรยากาศของราชธานีเก่าอย่างลึกซึ้ง
สำหรับนักท่องเที่ยว ช่างภาพ และผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องราวต้นกำเนิดของกรุงศรีอยุธยา สถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือน จุดเริ่มต้นของการเดินทางย้อนรอยประวัติศาสตร์ เพราะพระเจ้าอู่ทองคือผู้จุดประกายความยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นบนเกาะเมืองแห่งนี้ นักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมใช้บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นจุดนัดพบหรือจุดเริ่มต้นก่อนเดินเท้าเข้าไปชมพระราชวังหลวงและวัดสำคัญโดยรอบ ซึ่งล้วนมอบภาพจำและความประทับใจที่สะท้อนเอกลักษณ์ของราชธานีเก่าได้อย่างชัดเจน
พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทองจึงมิได้เป็นเพียงอนุสรณ์ทางกายภาพ หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความภาคภูมิใจในรากเหง้าของชาติ และความทรงจำถึงพระมหากษัตริย์ผู้ทรงสถาปนาอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ขอเชิญทุกท่านมาน้อมรำลึกถึงพระผู้สร้างกรุงศรีอยุธยา ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อเริ่มต้นเส้นทางแห่งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และสัมผัสจิตวิญญาณของบรรพชนไทยที่ยังคงสถิตอยู่คู่เมืองอยุธยาตลอดไป
วิธีการเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว:
- ข้ามสะพานปรีดี-ธำรง ตรงเข้าสู่ถนนศรีสรรเพชญ์ อนุสาวรีย์จะตั้งอยู่บริเวณลานกว้างระหว่างวิหารพระมงคลบพิตรและทางเข้าวัดพระศรีสรรเพชญ์
รถตุ๊กตุ๊กหัวกบ:
- แจ้งปลายทางที่ "พระเจ้าอู่ทอง" หรือ "หน้าวัดพระศรีสรรเพชญ์" รถจะมาส่งบริเวณลานจอดรถใกล้เคียง
เดินเท้า/จักรยาน:
- หากเที่ยวชมอยู่ในเขตเกาะเมือง สามารถเดินจากวิหารพระมงคลบพิตรได้ในระยะทางเพียงไม่กี่ก้าว
คำแนะนำ
ช่วงเวลาที่แนะนำ:
- ช่วงเช้า (07:30 - 09:30) หรือช่วงเย็น (16:00 - 17:30) เพื่อหลีกเลี่ยงอากาศร้อนและแสงแดดที่แรงเกินไปสำหรับการเดินกลางแจ้ง
การเตรียมตัว:
- บริเวณอนุสาวรีย์เป็นที่โล่งแจ้ง ควรเตรียมร่มหรือหมวก และเตรียมดอกไม้ธูปเทียนหากต้องการมาสักการะ (มักมีจำหน่ายบริเวณใกล้เคียง)
การถ่ายภาพ:
- มุมถ่ายภาพที่สวยที่สุดคือมุมที่เห็นเจดีย์ 3 องค์ของวัดพระศรีสรรเพชญ์เป็นฉากหลังของพระบรมรูป
วัฒนธรรมท้องถิ่น:
- ในวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ มักมีการจัดพิธีบวงสรวงที่ยิ่งใหญ่และมีการรำถวายซึ่งเป็นภาพที่หาชมได้ยาก
การวางแผน:
- เนื่องจากตั้งอยู่ติดกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ ควรเตรียมเวลาเดินชมต่อเนื่องประมาณ 1.5 - 2 ชั่วโมงสำหรับจุดนี้และโบราณสถานรอบข้าง
ค่าเข้าชม
-
ชาวไทย: เข้าชมฟรี
-
ชาวต่างชาติ: เข้าชมฟรี
เวลาทำการ
-
เปิดให้เข้าชมและสักการะได้ตลอด 24 ชั่วโมง (แนะนำช่วง 08:00 – 18:00 น. เพื่อความปลอดภัยและแสงที่สวยงาม)
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 6 รายการ)รีวิวเมื่อ 21 ก.ค. 56
พระเจ้าอู่ทองนั้นมีพระโอรสองค์หนึ่ง (ไม่ปรากฏชื่อในตอนแรก ภายหลังได้ เป็นพระราเมศวร ตำแหน่งพระอุปราชต่อมา พระเจ้าอู่ทองนั้น ได้อพยพผู้คนมาจากเมืองอู่ทอง (บ้างอ้างว่ากันดารน้ำและเกิดโรคระบาด) มาตั้งอยู่ที่ตำบล เวียงเหล็ก พออยู่ได้ 3 ปี ใน พ.ศ.1893 จึงย้ายสถานที่ข้ามแม่น้ำ เจ้าพระยาไปทำการสร้างกรุงศรีอยุธยาขึ้นที่ตำบลหนองโสน
ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ได้ระบุว่า เมื่อ พ.ศ.1893 นั้น ได้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ (อาจจะเป็นอหิวาตกโรคหรือ กาฬโรค เพราะระหว่างปี พ.ศ.1878 – 1893 (ค.ศ.1335 – 1350 ) ได้เกิดกาฬโรคโคจรจากเมืองจีน และได้ระบาดไปทั่วโลก) ทำให้ต้องมีการย้ายเมืองจากด้านตะวันออกมาสร้างใหม่ที่หนองโสน ส่วนเหตุที่ทำให้พระเจ้าอู่ทองย้ายเมืองจากตำบลเวียงเหล็ก มาสร้างกรุงศรีอยุธยา นั้นมีข้อสันนิษฐานว่า พระเจ้าอู่ทองนั้นได้ครองเมืองเทพนคร (เมืองอโยธยา) อยู่ 6 ปีด้วย
ส่วนเรื่องที่รับรู้กันมาว่า เมื่อพระเจ้าอู่ทองครองเมืองอู่ทอง พ.ศ. 1889 นั้น พอครองเมืองได้ 1 ปี (พ.ศ.1890) ก็เกิดภาวะธรรมชาติกล่าวคือ ลำน้ำจระเข้สามพันที่ผ่านเมืองอู่ทอง นั้นได้เกิดตื้นเขิน และเปลี่ยนทางน้ำ จนกันดารน้ำต้องขุดบ่อ สระขังน้ำไว้ใช้ในไม่ช้าก็เกิดโรคระบาดดังกล่าวขึ้น (ซึงมาทางเรือสินค้าจากจีน) โดยเข้ามาตามแม่น้ำท่าจีน) พระเจ้าอู่ทอง จึงอพยพย้ายผู้คนมาตั้งเมืองอยู่บริเวณแคว้นอโยธยา คือ ตำบลเวียงเหล็ก เมื่อ พ.ศ.1890 และเมืองอู่ทองนั้น คงไม่ถูกทิ้งร้างยังมีผู้คนอาศัยอยู่ เป็นข้อสันนิษฐานเดิมที่เชื่อกันเช่นนี้
ดังนั้น เรื่อง การย้ายเมืองของพระเจ้าอู่ทอง จึงมีข้อศึกษาใหม่ว่า พระเจ้าอู่ทองนั้น น่าจะดำริถึง อาณาจักรใหม่ที่พระองค์ได้รรับสิทธิปกครองดูแลนั้น คือ แคว้นสุวรรณภูมิ (ของมเหสี) แคว้นอโยธยา (ของมารดา) แคว้นศิริธรรมราช (ของบิดา) ซึ่งแต่ละแคว้นนั้นต่างมีเมืองสำคัญ ตั้งอยู่ห่างไกลกันมาก หากจะให้เมืองอู่ทองเป็นราชธานีของแคว้นทั้งหมด ก็มีทำเลไม่เหมาะสม ด้วยเหตุที่เมืองอู่ทองนั้น ไม่เป็นศูนย์กลางที่จะดูแลแคว้นนั้นได้สะดวก และมีแม่น้ำใหญ่เพียงสายเดียว ทำให้ขัดข้องในการติดต่อกับแคว้นอื่น ๆ ได้
พระองค์จึงได้ทำการอพยพ ผู้คนสำรวจสถานที่สร้างเมืองใหม่ขึ้น เพื่อหาทำเลที่จะตั้งเมือง ให้เป็นศูนย์กลางอาณาจักรที่สามารถปกครองดูแลหรือติดต่อถึงกันได้โดยสะดวกขึ้น โดยเฉพาะทำเลที่มีแม่น้ำหลายสาย ไหลผ่านและใช้เป็นเส้นทางที่จะติดต่อไปยังเมืองใหญ่ของแคว้นทั้งหมดได้ คือ เมืองนครศิริธรรมราช(เมืองนครศรีธรรมราช) เมืองอู่ทอง (ภายหลังย้ายมาสร้างเมืองสุพรรณบุรี) เมืองสรรค์บุรี (เมืองแพรก ) เมืองชัยนาท เมืองอโยธยา เมืองละโว้ เมืองนครปฐมโบราณ (เมืองนครไชยศรี) เป็นต้น
ประกอบกับเมืองอโยธยาเดิมนั้น มีแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสักและแม่น้ำลพบุรีไหลผ่านและเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่อยู่แล้ว ในครั้งแรกนั้นพระเจ้าอู่ทองได้กลับมาครองแคว้นอโยธยาอยู่ 6 ปี ก็เห็นว่าที่ตำบลเวียงเหล็ก นั้นน่าจะเป็นทำเลสร้างเมืองใหม่เพื่อเป็นศูนย์กลางการปกครองทั้ง 3 แคว้น นั้นได้ จึงอพยพไปตั้งเมืองอยู่ที่ตำบลเวียงเหล็กก่อน (ส่วนเมืองอโยธยานั้นได้ให้เจ้าแก้วเจ้าไทย ครอง) ครั้นอยู่ที่ตำบลเวียงเหล็ก 3 ปี จึงเห็นว่าบริเวณตำบลหนองโสนนั้น มีทำเลเหมาะสมกว่าและเป็นพื้นที่มีลักษณะเหมือนสังขทักษิณาวรรตที่มีแม่น้ำ 3 สายไหลออกดุจน้ำไหลออกจากสังข์ และเป็นแม่น้ำที่ใช้ เป็นเส้นทางติดต่อได้ สะดวกกว่าที่เดิม (เมืองอโยธยา) ประจวบกับเวลานั้นเกิดโรคอหิวาระบาดใหญ่ จนเป็นเหตุให้เจ้าแก้วเจ้าไทยสิ้นพระชนม์ (จนเมืองอโยธยาร้างผู้คน) พระองค์จึงตัดสินพระทัยอพยพมาสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ตำบลหนองโสน
รีวิวเมื่อ 21 ก.ค. 56
ต่อมาพระเจ้าแสนเมืองมิ่ง เจ้าเมืองมอญได้ยกทัพมาตีเอาเมืองทะวาย เมืองตะนาวศรี ครั้งนั้น พระเจ้าอู่ทองจึงได้แสดงความสามารถนำทัพไปตีเอาเมืองทวาย กับเมืองตะนาวศรี กลับคืนมาได้ ทำให้ได้รับการยกย่องรักใคร่ของอาณาประชาราษฎร์ ครั้นเมื่อพระยาอู่ทอง กษัตริย์แคว้นสุวรรรภูมิสิ้นพระชนม์ลงราษฎร์จึงพากันยกให้พระเจ้าอู่ทอง ขณะนั้นมีพระชนม์พรรษา 30 ปี ครองแคว้นสุวรรณภูมิต่อมา (ทำไมขุนหลวงพระงั่ว ไม่ได้ครองเมืองสุวรรณภูมิ)
รีวิวเมื่อ 29 พ.ค. 55
ดังนั้น พระเจ้าอู่ทอง จึงเป็นนามมงคลที่เกิดขึ้นในธรรมเนียมของ แคว้นสุวรรณภูมิ และพระเจ้าอู่ทององค์นี้เป็นทายาทที่สืบเชื้อสายมาจาก พระเจ้าไชยศิริ กษัตริย์ราชวงศ์ชัยปรากการ (เชียงราย) มาจนถึง พระเจ้าศิริชัยหรือศรีวิชัย
พระเจ้าศิริชัย องค์นี้ครองอยู่แคว้นศิริธรรมราช ทรงพระนามว่า พระเจ้าศิริชัยเชียงแสน ครั้นเมื่อพระยาตรัยตรึงส์ กษัตริย์แคว้นอโยธยา ผู้เป็นพระบิดาของพระมเหสีนั้นได้สิ้นพระชนม์ ลง พระเจ้าศิริชัยเชียงแสนจึงได้ครองแคว้นอโยธยาด้วย
รีวิวเมื่อ 18 เม.ย. 55
เมืองพระยามหานคร ในดินแดนทางตอนใต้นั้น คือ แคว้นอโยธยา มีเมืองแพรกหรือเมืองสรรค์(เมืองตรัยตรึงส์) เป็นราชธานี (เดิมนั้นเมืองอโยธยาขึ้นกับเมืองละโว้) และแคว้นสุวรรณภูมิ มีเมืองอู่ทอง เป็นราชธานี
เจ้าผู้ครองแคว้นดังกล่าวนั้น น่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ที่อพยพลงมาพร้อมกับพระเจ้าไชยศิริ โดยพระเจ้าไชยศิรินั้นได้อพยพมาตั้งอยู่ที่เมืองแปบ ซึ่งเป็นเมืองร้าง (เมืองร้างนี้ น่าจะเป็นเมืองนครปฐมโบราณมากกว่าเมืองเก่าทางเมืองกำแพงเพชร) อยู่ในแคว้นสุวรรณภูมิ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองอู่ทอง ที่เป็นราชธานี
ต่อมานั้น พระเจ้าไชยศิริได้ทำการขยายอาณาเขตไปทางตอนใต้ จนได้ปกครองแคว้น ศิริธรรมราชครั้งนั้น พระเจ้าไชยศิริได้ตั้งเมืองนครศิริธรรมราช (นครศรีธรรมราช) ขึ้นเป็นราชธานีปกครองแคว้นดังกล่าว โดยมีกษัตริย์ครองแคว้นศิริธรรมราชต่อมาหลายรัชกาล จนถึง พระเจ้าศิริธรรมราชผู้เป็นพระอัยการของพระเจ้าอู่ทอง
รีวิวเมื่อ 18 เม.ย. 55
รีวิวเมื่อ 18 เม.ย. 55