“ตื่นตาตื่นใจกับความมหึมาของพระพุทธรูปปางมารวิชัยสัมฤทธิ์ทองบริสุทธิ์และโครงสร้างวิหารศิลปะอยุธยาตอนปลายที่ตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธา”
วิหารพระมงคลบพิตร (Wihan Phra Mongkhon Bophit) ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ภายในเขตโบราณสถานกรุงศรีอยุธยา ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปคุ้มขุนแผน โดยวิหารตั้งอยู่ถัดจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ไปไม่ไกล ทำเลที่ตั้งแห่งนี้สะท้อนถึงความสำคัญของวิหารในฐานะศาสนสถานสำคัญที่อยู่ใกล้พระราชวังหลวงและศูนย์กลางอำนาจของกรุงศรีอยุธยาในอดีต
พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย มีขนาดใหญ่ หน้าตักกว้างประมาณ 9.55 เมตร และสูงประมาณ 12.45 เมตร นับเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สำคัญองค์หนึ่งของประเทศไทย แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับปีที่สร้าง แต่จากรูปแบบศิลปกรรม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ระหว่างพุทธศักราช 1991–2145 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่เพื่อแสดงถึงพระบารมีและความมั่นคงของอาณาจักร
เดิมพระมงคลบพิตรประดิษฐานอยู่ทางด้านทิศตะวันออกนอกพระราชวัง ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพระพุทธรูปองค์นี้มายังตำแหน่งทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งในปัจจุบัน และในสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ เมื่อพุทธศักราช 2249 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ก่อมณฑปสวมครอบองค์พระ เพื่อแสดงความเคารพยกย่องและป้องกันความเสียหาย
ต่อมาได้เกิดเหตุอสุนีบาตฟาดลงบนยอดมณฑป ทำให้เกิดเพลิงไหม้ ส่งผลให้ส่วนบนขององค์พระมงคลบพิตรได้รับความเสียหาย จึงมีการซ่อมแซมและบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ระหว่างพุทธศักราช 2285–2286 โดยเปลี่ยนรูปแบบหลังคายอดมณฑปเป็นมหาวิหาร และต่อพระเศียรของพระมงคลบพิตรให้สมบูรณ์ดังเดิม
ในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อพุทธศักราช 2310 วิหารพระมงคลบพิตรถูกข้าศึกเผาทำลาย เครื่องบนของวิหารพังถล่มลงมา ส่งผลให้พระเมาฬีและพระกรขวาของพระมงคลบพิตรหักเสียหาย ภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการปฏิสังขรณ์วิหารและองค์พระขึ้นใหม่ เพื่ออนุรักษ์โบราณสถานสำคัญแห่งนี้ให้คงอยู่สืบไป
บริเวณด้านทิศตะวันออกของวิหารพระมงคลบพิตร เดิมเป็นสนามหลวงของกรุงศรีอยุธยา ใช้เป็นสถานที่สำหรับสร้างพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง มีบทบาทคล้ายกับท้องสนามหลวงในกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่แห่งนี้ทั้งในด้านศาสนา พระราชพิธี และประวัติศาสตร์ของชาติไทย
วิธีการเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว:
- ข้ามสะพานปรีดี-ธำรง ตรงไปจนถึงศาลากลางเก่า แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนศรีสรรเพชญ์ วิหารจะอยู่ทางด้านขวามือ มีที่จอดรถกว้างขวาง
รถรถรางนำเที่ยว:
- มีบริการรถรางรอบเกาะเมืองที่แวะจอดหน้าวิหารพระมงคลบพิตรโดยเฉพาะ
รถตุ๊กตุ๊ก:
- สามารถเรียกจากจุดต่างๆ ในตัวเมืองแจ้งชื่อ "วิหารมงคลบพิตร" ได้อย่างสะดวก
คำแนะนำ
ช่วงเวลาที่แนะนำ:
- ช่วงเช้า (08:30 - 10:30) อากาศจะไม่ร้อนมากและแสงแดดจะส่องเข้าหน้าวิหารพอดีสำหรับการถ่ายภาพให้สวยงาม
การแต่งกาย:
- โปรดแต่งกายด้วยชุดสุภาพเนื่องจากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์สูง
การถ่ายภาพ:
- อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในวิหารได้ แต่ควรสำรวมและไม่ยืนบังผู้ที่กำลังสวดมนต์ไหว้พระ
ของกินพื้นเมือง:
- ตลาดหลังวิหารมี "สายไหม" และ "ปลาตะเพียนใบลาน" ที่เป็นของดีขึ้นชื่อที่ไม่ควรพลาดซื้อกลับบ้าน
แผนการเดินทาง:
- ควรจัดแผนเที่ยวคู่กับ "วัดพระศรีสรรเพชญ์" เพราะอยู่ในบริเวณรั้วเดียวกัน สามารถเดินถึงกันได้ง่าย
ค่าเข้าชม
-
ชาวไทย: เข้าชมฟรี
-
ชาวต่างชาติ: เข้าชมฟรี (ในส่วนของวิหาร)
เวลาทำการ
-
วันจันทร์ - ศุกร์: 08:00 – 16:30 น.
-
วันเสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์: 08:00 – 17:00 น.