“ชมเสาหลักเมืองโบราณที่ทำจากศิลาแลง ยอดแกะสลักรูปดอกบัวตูมตามศิลปะสุโขทัยแท้ ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศสวนป่าที่สะอาดและสงบเงียบภายในกำแพงเมืองเก่ามรดกโลก”
ศาลหลักเมืองสุโขทัย (Sukhothai City Pillar Shrine) ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดมหาธาตุ ภายในเขตกำแพงเมืองสุโขทัยชั้นใน หรือที่เรียกกันว่า เมืองเก่า สถานที่แห่งนี้ถือเป็นปูชนียสถานที่มีความสำคัญสูงสุดแห่งหนึ่งในด้านการเมืองการปกครองและจิตวิญญาณมาตั้งแต่สมัยโบราณ ประวัติความเป็นมาของศาลแห่งนี้ผูกพันอย่างแนบแน่นกับคติความเชื่อเรื่องการสถาปนาพระนคร ตามธรรมเนียมโบราณของไทยและภูมิภาคอุษาคเนย์ที่ว่า การจะสร้างราชธานีให้มีความมั่นคงถาวร จำเป็นต้องมีการประกอบพิธีกรรมฝังเสาหลักเมืองเพื่อเป็นสิริมงคล เป็นชัยภูมิหลัก และเป็นสัญลักษณ์แห่งความสถาพรของอาณาจักร โดยเลือกจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางภายในเขตรากฐานของกำแพงเมืองเพื่อประดิษฐานเทพารักษ์ผู้ปกปักรักษาเมืองและคุ้มครองพสกนิกรให้ร่มเย็นเป็นสุข
หลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฏชัดเจนและทรงคุณค่าที่สุด ณ สถานที่แห่งนี้คือ เสาหลักเมืองเดิมที่ทำจากศิลาแลง ซึ่งเป็นวัสดุหลักที่ใช้ในงานสถาปัตยกรรมยุคนั้น ตัวเสาสะท้อนถึงชั้นเชิงงานช่างศิลปะสุโขทัยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะรายละเอียดที่ส่วนยอดเสาที่มีลักษณะการแกะสลักอย่างวิจิตรเป็นรูป ดอกบัวตูม หรือ พุ่มข้าวบิณฑ์ ซึ่งถือเป็น "สัญลักษณ์ประจำรัชสมัย" และเป็นเอกลักษณ์ทางศิลปกรรมที่รุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักรสุโขทัย ความหมายของรูปดอกบัวตูมยังสื่อถึงความบริสุทธิ์และการตื่นรู้ตามคติทางพุทธศาสนาที่หลอมรวมเข้ากับความเชื่อเรื่องพราหมณ์-ฮินดูในการตั้งเสาหลักเมือง เสาศิลาแลงต้นนี้จึงเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่หลงเหลือผ่านกาลเวลานับหลายร้อยปี เป็นประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันถึงตำแหน่งศูนย์กลางความศรัทธาและความเจริญรุ่งเรืองของเมืองในอดีต
ในสมัยสุโขทัย พื้นที่บริเวณนี้ถือเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์สูงสุดและมีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์เทียบเท่ากับวัดมหาธาตุซึ่งเป็นพระอารามหลวง แม้กาลเวลาจะล่วงเลยผ่านยุคสมัยที่อาณาจักรล่มสลายและถูกปล่อยให้ทิ้งร้างไปเป็นเวลานาน แต่ความเชื่อและความเลื่อมใสใน เจ้าพ่อหลักเมืองสุโขทัย กลับมิได้เลือนหายไป แต่ยังคงฝังรากลึกอยู่ในจิตใจและความทรงจำของชาวบ้านในพื้นที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน มีการบอกเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารในการปกปักรักษาบ้านเมือง คุ้มครองราษฎรให้พ้นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยจากสงคราม รวมถึงการดลบันดาลความสงบสุขและความอุดมสมบูรณ์ให้แก่แผ่นดิน
ในด้านการบริหารจัดการปัจจุบัน เสาหลักเมืองศิลาแลงดั้งเดิมยังคงตั้งตระหง่านอยู่บนฐานเดิมภายในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งได้รับการดูแลรักษาอย่างดีเยี่ยมจากกรมศิลปากรเพื่อให้คงสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ศาลแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะ จุดเชื่อมโยง ระหว่างอดีตอันรุ่งเรืองของการก่อตั้งราชธานีแห่งแรกของไทยเข้ากับวิถีชีวิตในปัจจุบัน การที่เสาหลักเมืองยังคงประดิษฐานอยู่ในตำแหน่งเดิมท่ามกลางโบราณสถานมรดกโลก ช่วยให้นักประวัติศาสตร์และนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นภาพโครงสร้างผังเมืองโบราณที่มีการวางตำแหน่งศาลหลักเมืองไว้อย่างเป็นระบบตามคติความเชื่อเรื่องจักรวาลวิทยา
ความโดดเด่นทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของศาลหลักเมืองแห่งนี้คือการเป็น หลักเมืองที่ยังมีชีวิต เพราะถึงแม้ตัวเมืองโบราณจะได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์และมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกไปแล้ว แต่ศาลหลักเมืองสุโขทัยยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวสุโขทัยอย่างต่อเนื่อง มีการสืบทอดพิธีกรรม ความศรัทธา และการมากราบสักการะบูชาในชีวิตประจำวันอย่างไม่ขาดสาย สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงซากปรักหักพังหรือโบราณสถานที่หยุดนิ่งตามกาลเวลา แต่เป็นรากฐานทางจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งและยังคงขับเคลื่อนวัฒนธรรมของชุมชนให้ดำเนินต่อไปอย่างสง่างาม
วิธีการเดินทาง
-
รถยนต์ส่วนตัว: จากตัวเมืองสุโขทัย ใช้ทางหลวงหมายเลข 12 (สายสุโขทัย-ตาก) เข้าสู่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศาลตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและวัดมหาธาตุ
-
รถสาธารณะ: นั่งรถคอกหมูจากตัวเมืองสุโขทัยมาลงที่หน้าอุทยานฯ แล้วใช้บริการรถรางหรือเช่าจักรยานปั่นเข้าชมพื้นที่
คำแนะนำ
-
การแต่งกาย: โปรดแต่งกายด้วยชุดสุภาพเนื่องจากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ
-
การรักษาความสะอาด: ไม่ทิ้งขยะและไม่ขีดเขียนใดๆ บนโบราณวัตถุหรือตัวอาคารศาล
-
ช่วงเวลาแนะนำ: ช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก จะได้แสงที่สวยงามและอากาศไม่ร้อนจนเกินไป
ค่าเข้าชม:
- ชาวไทย 20 บาท / ชาวต่างชาติ 100 บาท
เวลาเปิด-ปิด:
- เปิดให้สักการะทุกวัน: 06:30 – 19:30 น.