“พระอารามหลวงชั้นโทริมจุดท่าเรือโบราณ “บางกะจะ” ประดิษฐานหลวงพ่อโต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์ศรัทธาไทย–จีนมากว่า 700 ปี”
วัดพนัญเชิงวรวิหาร (Wat Phanan Choeng Worawihan) เป็น พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร แบบมหานิกาย จากคำให้การชาวกรุงเก่าระบุว่าเป็นพระอารามหลวงลำดับที่ 15 วัดตั้งอยู่บริเวณ “บางกะจะ” ซึ่งเป็นจุดบรรจบของแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และลำน้ำโบราณ ถือเป็นท่าเรือหลักสำหรับเรือค้าต่างชาติที่เข้าสู่กรุงศรีอยุธยาในอดีต
ที่มาของชื่อ “พนัญเชิง” (ประเด็นเชิงวิชาการ)
นักประวัติศาสตร์เสนอ 2 ทฤษฎีหลัก
-
มาจากคำว่า “พะแนงเชิง” หมายถึงท่านั่งขัดสมาธิขององค์หลวงพ่อโต
-
มาจากคำเขมร/ไทยโบราณ หมายถึง การนั่งพับเพียบแสดงความเคารพ สอดคล้องกับตำนานข้าราชบริพารที่นั่งรอพระนางสร้อยดอกหมาก
ประวัติการสร้าง
วัดสร้างขึ้นราว พ.ศ. 1867 (ค.ศ. 1324) ก่อนการตั้งกรุงศรีอยุธยา 26 ปี โดยพระเจ้าวงเกรียงกฤษณราช (พระเจ้าสายน้ำผึ้ง) เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ พระนางสร้อยดอกหมาก
พระพุทธไตรรัตนนายก หรือ หลวงพ่อโต เดิมเรียกว่า “พระเจ้าพะแนงเชิง” ต่อมาในรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามปัจจุบัน
สถาปัตยกรรมและศาสนวัตถุสำคัญ
-
พระวิหารใหญ่: ประดิษฐานหลวงพ่อโต สูงราว 19 เมตร หน้าตักกว้าง 14 เมตร ผนังภายในมีช่องบรรจุพระพุทธรูปองค์เล็กนับพัน
-
พระอุโบสถ: ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณ 3 องค์ ได้แก่
-
องค์ทอง
-
องค์ปูน
-
องค์โลหะผสมสีหมากสุก
เชื่อว่าถูกฉาบปูนอำพรางในช่วงสงครามเพื่อป้องกันการปล้นสะดม
-
-
ศาลพระนางสร้อยดอกหมาก: อาคารจีนสองชั้นริมแม่น้ำ ชั้นบนประดิษฐานพระนาง ชั้นล่างสักการะเจ้าแม่กวนอิม
ความเชื่อและพิธีกรรม
วัดพนัญเชิงเป็นศูนย์กลางพิธีกรรมไทย–จีน โดยเฉพาะพิธี “เฮี่ยเกียง” (Hia Kiang) หรือการถวายผ้าผืนใหญ่แด่หลวงพ่อโต ซึ่งพระสงฆ์จะทอดผ้าจากพระอังสาลงมาให้ผู้ศรัทธารับเพื่อนำมาคล้องกาย เชื่อว่าเสริมสิริมงคลและโชคลาภ
ตำนานเล่าว่า ก่อนกรุงศรีอยุธยาล่มสลาย พ.ศ. 2310 มีผู้เห็น น้ำตาไหลจากพระเนตรหลวงพ่อโต ถือเป็นลางร้ายทางประวัติศาสตร์
วิธีการเดินทาง
-
รถยนต์: เข้าทางตำบลคลองสวนพลู
-
รถไฟ: สถานีอยุธยา → ตุ๊กตุ๊ก/แท็กซี่
-
เรือ: เส้นทางงดงามที่สุด แวะขึ้นที่ท่าวัดพนัญเชิง
คำแนะนำ
-
แต่งกายสุภาพ (ปิดไหล่และเข่า)
-
เช้าเหมาะแก่การไหว้พระ ถ่ายภาพ และร่วมพิธี
-
ตรุษจีนและเทศกาลทิ้งกระจาดมีผู้คนหนาแน่นมาก
ค่าเข้าชม:
- คนไทย: ฟรี
- ชาวต่างชาติ: ประมาณ 20–40 บาท
เวลาเปิด-ปิด:
- เปิดทุกวัน 08:00 – 17:00 น. (วันหยุดอาจปิดช้ากว่าเล็กน้อย)
รีวิวทั้งหมด
(รีวิว 7 รายการ)รีวิวเมื่อ 11 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 11 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 11 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 11 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 11 ส.ค. 55
แต่โบราณนานมาแล้ว มีเด็กหญิงเล็กๆคนหนึ่ง เกิดอยู่ในจั่นหมากพระเจ้ากรุงจีนได้ทรงนำมาเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม และได้ให้นามนางว่า “นางสร้อยดอกหมาก” เมื่อนางสร้อยดอกหมาก เจริญวัยขึ้น นางมีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก พระเจ้ากรุงจีนทรงโปรดให้โหรทำนายว่า ในกาลภายหน้า พระนางสร้อยดอกหมากจะคู่ควรกับกษัตริย์เมืองใด โหรพิเคราะห์ดูแล้วกล่าวว่า คู่ของนางจะเป็นกษัตริย์กรุงไทย อยู่ทางทิศตะวันตกเป็นผู้มีบุญญาอภินิหารมากนัก พระเจ้ากรุงจีนได้ฟังคำโหรทำนายดังนั้น ก็ทรงพอพระทัยยิ่งนัก ทางด้านกรุงไทย ขณะนั้นกำลังว่างผู้ปกครองแผ่นดินและไม่มีรัชทายาทจะสืบราชสมบัติ ต่อมาบรรดาเสนาอำมาตย์และสมณชีพราหมณ์ จึงทำพิธีเสี่ยงเรือสุวรรณหงส์เอกชัย เพื่อเสาะหาผู้มีบุญวาสนามาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อเรือแล่นไปถึงยังที่แห่งหนึ่งที่ริมฝั่ง มีเด็กเลี้ยงโคกำลังเล่นกันอยู่ เรือสุวรรณหงส์เอกชัยจอดหยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนอีกต่อไป แม้เหล่าฝีพายจะพยายามสักเท่าไรเรือก็ไม่เคลื่อนที่ เหล่าอำมาตย์เห็นเช่นนั้น รู้สึกอัศจรรย์ใจและเกิดสังหรณ์ใจ จึงเดินเข้าไปในกลุ่มเด็กเลี้ยงโคที่กำลังเล่นกันอยู่ พบเด็กชายคนหนึ่งท่าทางฉลาดพูดจาตอบโต้ฉาดฉาน เหล่าอำมาตย์ต่างก็คิดว่า “ชะรอยเด็กคนนี้คงเป็นผู้มีบุญ กิริยาท่าทางจึงต่างกับเด็กคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด แม้การเจรจากับเราซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่าก็ฉลาดหลักแหลม” เมื่อคิดดังนั้นแล้วเหล่าอำมาตย์จึงพร้อมใจกันอัญเชิญเด็กชายคนนั้น มาเป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองกรุงไทยต่อไป
เมื่อพระเจ้ากรุงไทยพระองค์ใหม่ได้ขึ้นปกครองแผ่นดิน ทรงปกครองบ้านเมืองเป็นปรกติสุข ครั้งหนึ่งพระองค์โปรดให้ยกขบวนพยุหยาตราไปทางชลมารคพร้อมกับเหล่าเสนาบดี เมื่อเสด็จมาถึงยังหัวแหลมวัดปากคลอง เป็นเวลาน้ำขึ้น จึงตรัสสั่งให้จอดเรือพระที่นั่งอยู่หน้าวัด ทรงทอดพระเนตรเห็นผึ้งจับอยู่ที่อกไก่ใต้ช่อฟ้าหน้าบันของโบสถ์จึงทรงดำริว่า “จะขอนมัสการพระพุทธปฏิมากร ด้วยเดชะบุญญาภิสังขารของเรา เพื่อจะได้ครองไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์ ขอให้น้ำผึ้งหยดลงมากลั้วเอาเรือขึ้นไปประทับแทนกำแพงแก้วนั้นเถิด” เมื่อตรัสจบน้ำผึ้งก็หยดลงมากลั้วเอาเรือพระที่นั่งยกขึ้นไปถึงที่ทันที เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ตาของเสนาบดีน้อยใหญ่ พระเจ้ากรุงไทยจึงเสด็จขึ้นไปนมัสการพระพุทธปฏิมากร โดยเปลื้องพระภูษาทรงสักการะพระพุทธปฏิมากร เสร็จแล้วจึงเสด็จลงเรือประทับพระที่นั่ง เรือพระที่นั่งก็ถอยลงมาตามเดิม บรรดาภิกษุสงฆ์และเหล่าเสนาบดีต่างก็พากันถวายพระพรชัยและถวายพระนามพระเจ้ากรุงไทยว่า “ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง ”
ครั้นถึงเวลาน้ำลง พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงมีรับสั่งให้เหล่าเสนาบดีกลับไปรักษาพระนคร ส่วนพระองค์นั้นเสด็จไปโดยเรือพระที่นั่งเอกชัยเพียงลำเดียว เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ด้วยอำนาจแห่งราชกุศลที่สร้างมาแต่ปางหลัง จึงทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อยปลอดภัย จนกระทั่งลุถึงกรุงจีน ชาวจีนทั้งหลายเห็นเป็นอัศจรรย์ จึงนำความขึ้นทูลว่าพระเจ้าแผ่นดินไทยองค์นี้มีบุญญาธิการมาก พระเจ้ากรุงจีนจึงรับสั่งให้เสนาบดีผู้ใหญ่ไปสืบดูว่าพระเจ้ากรุงไทยมีบุญญาธิการจริงหรือไม่ เสนาบดีจีนออกไปทูลเชิญพระเจ้าสายน้ำผึ้งประทับที่อ่าวนาค ซึ่งเป็นที่ที่มีภยันตรายมาก ตกเพลาค่ำเสนาบดีจีนใช้ทหารไปสอดแนมดูว่า “ เหตุการณ์ร้ายแรงอันใดจะเกิดขึ้นหรือไม่ ” มีแต่เสียงดุริยางค์ดนตรีเป็นที่ครึกครื้น ในคืนต่อมาเสนาบดีจึงทูลเชิญเสด็จพระเจ้าสายน้ำผึ้งประทับที่มีอันตรายมากขึ้นไปอีก เหตุการณ์ยังเหมือนคืนก่อนเมื่อพระเจ้ากรุงจีนได้ทรงทราบก็ทรงโสมนัสยิ่งนัก จึงมีรับสั่งให้จัดกระบวนแห่ออกไปรับพระเจ้าสายน้ำผึ้งเข้ามาภายในพระราชวัง และให้ราชาภิเษกพระนางสร้อยดอกหมากขึ้นเป็นพระมเหสีของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง
เมื่อเวลาผ่านไป พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงกราบถวายบังคมลาพระเจ้ากรุงจีนกลับพระนคร พระเจ้ากรุงจีนให้นำสำเภาห้าลำพร้อมด้วยเครื่องอุปโภคเป็นอันมาก เมื่อถึงปากน้ำพระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จเข้าพระนครก่อน เมื่อจัดตำหนักซ้ายขวาเสร็จก็จัดขบวนมารับพระนางสร้อยดอกหมากจากเรือ โดยพระองค์ไม่ได้เสด็จไปด้วย พระนางสร้อยดอกหมากจึงไม่ยอมเสด็จขึ้นจากเรือ กล่าวว่า“มาด้วยพระองค์ก็โดยยากเมื่อมาถึงพระราชวังแล้วเป็นไฉนพระองค์จึงไม่มารับ ถ้าพระองค์ไม่เสด็จมารับก็จะไม่ไป”
เสนาบดีนำเนื้อความไปกราบทูล พระเจ้าสายน้ำผึ้งคิดว่านางหยอกเล่นจึงกล่าวสัพยอกว่า“เมื่อมาถึงแล้วจะอยู่ที่นั่นก็ตามใจเถิด”เมื่อพระนางทราบเนื้อความจึงสำคัญว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งพูดจริง จึงน้อยพระทัยและเศร้าพระทัยยิ่งนัก ครั้นรุ่งเช้าเมื่อพระเจ้าสายน้ำผึ้งจัดกระบวนแห่มารับ และเสด็จมาด้วยพระองค์เอง เมื่อเสด็จขึ้นไปบนสำเภา พระนางสร้อยดอกหมากจึงตัดพ้อต่อว่าพระองค์ พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงทรงสัพยอกอีกว่า “เอาละ เมื่อไม่อยากขึ้นก็จงอยู่ที่นี่เถิด” ฝ่ายพระนางสร้อยดอกหมากได้ฟังดังนั้น ด้วยความน้อยพระทัยนางจึงกลั้นพระทัยตายทันที พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงเสียพระทัยมาก โปรดเกล้าให้อัญเชิญพระศพของพระนางขึ้นมาพระราชทานเพลิง ท่ามกลางความอาลัยรักของประชาชนชาวจีนและชาวไทย จึงทรงสร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระนางสร้อยดอกหมาก และได้ตั้งชื่อวัดนี้ว่า “ วัดพระนางเชิญ ” แต่นั้นมา
ตำนานเรื่อง “เจ้าชายสายน้ำผึ้งกับพระนางสร้อยดอกหมาก” จึงเป็นตำนานแห่งการสร้างวัด พนัญเชิง หรือวัดพระเจ้าแพนงเชิง หรือวัดพระนางเชิญ ก็มี วัดนี้เป็นวัดสำคัญเก่าแก่แต่โบราณของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดที่ได้รับความเคารพนับถือของชาวไทยและจีน ทุกปีจะมีงานฉลองตามประเพณีสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบันนี้ และในปี ๒๕๔๔ พระธรรมญาณมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัด และพระพิพัฒน์วราภรณ์ รองเจ้าอาวาสในสมัยนั้น (ในปัจจุบันได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชรัตนวราภรณ์ เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗ และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในปัจจุบัน) ได้ให้มีการบูรณะศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมากขึ้นใหม่จนมีความสวยงามเป็นยิ่งนัก ฯ
รีวิวเมื่อ 11 ส.ค. 55
รีวิวเมื่อ 18 เม.ย. 55